royyimbaandin : royyimdesign : royyim.com : net : org : NEC : designbaandin : meeyim : meeroyyim : viewthai : sakaeotoday : hosthothit : smilefather : nungning : tambonthai : schoolthai : resort
 
 
  กำลัง Online อยู่ 1 คน


  รายการแนะนำให้ท่านอ่าน...
มูลเหตุของการสร้างปราสาทเขมร<P align=center><FONT face=Tahoma><FONT color=#0000cc><STRONG><FONT color=#ff00ff size=4>มูลเหตุต่างๆของการสร้างปราสาท</P>
<DIV></FONT></STRONG></FONT>• มูลเหตุของการสร้างปราสาท มาจากอิทธิพลความเชื่อต่างๆทางศาสนาเป็นแรงบันดาลใจให้พระเจ้าแผ่นดินเขมร ได้ก่อสร้างปราสาทที่ใหญ่โตและงดงามไว้มากมาย คำว่า “ปราสาท” ไม่ได้หมายความว่าเป็นปราสาทพระราชวัง และก็ไม่ใช่ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ แต่เป็นที่อยู่ของเทพเจ้า โดยรูปแบบของปราสาทนั้นจะมีลักษณะแบบ “ศาสนาสถาน มีคูน้ำล้อมรอบ และยังมีการแกะสลักหินให้มีลวดลายเป็นพญานาค เพื่อแสดงถึงสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ที่มีอยู่ในอาณาจักรนั่นเอง” </DIV>
<DIV> </DIV>
<DIV align=center><IMG height=200 src=

• วัตถุประสงค์ในการสร้างปราสาทแยก ได้ดังนี้คือ
1.สร้างปราสาทขึ้นเพื่อเป็นพระราชสุสาน โดยมีความเชื่อว่า เมื่อพระมหากษัตริย์สวรรคต ดวงวิญญาณของพระมหากษัตริย์ก็จะหลอมรวมกับเทพเจ้าที่พระองค์เคยนับถือ
2.สร้างปราสาทขึ้นเพื่อต้องการจะให้เป็นสถานที่เคารพสักการะในทางศาสนา
3.สร้างปราสาทขึ้นเพื่อต้องการให้เป็นศูนย์กลางของเมือง ได้แก่ ปราสาทบายน ปราสาทปาปวน และปราสาทพนมบาแค็ง
4.สร้างปราสาทขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกแก่ดวงวิญญาณของพระอดีตมหากษัตริย์ ได้แก่ ปราสาทแม่บุญ ปราสาทตาพรหม และปราสาทพระขรรค์
 
 
ปราสาท,ลัทธิเทวราชา,พระโพธิ์สัตว์,นางปรัชญาปารมิตา,ฮินดู,ศาสนาพุทธ,นิกายหินยาน,ปราสาทแม่บุญ,ปราสาทตาพรหม,ปราสาทพระขรรค์
 
ความเชื่อทางศาสนาของอาณาจักรขอม

• ในช่วงพุทธศักราชที่ 500 ศาสนาพราหม์ที่ได้มีการนับถืออยู่ในประเทศอินเดีย ได้มีการเริ่มแผ่กระจายขยายอิทธิพลไปยังดินแดนกัมพูชา โดยเข้ามาตามเส้นทางของการค้าขาย และใน ช่วงเวลาไม่นานชาวกัมพูชาต่างก็ยอมรับศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพราหมณ์จะมีความโดเด่นและรุ่งเรืองในกัมพูชาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 6-16 จากนั้นก็มีการสร้างปราสาทและรูปเคารพขึ้นมากมาย
ลัทธิเทวราชา
• ลัทธิเทวราชา คือ เป็นความเชื่อตามคติพราหมณ์หรือฮินดูที่ได้มีการยกย่องให้กษัตริย์เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนแห่งเทพเจ้าที่อวตารลงมาสู่โลกมนุษย์ ด้วยเหตุนี้เองจึงมีการสร้างเทวสถาน อีกทั้งยังมีความเชื่อกันอีกว่า หลังจากที่กษัตริย์สวรรคต ก็จะกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเทพเจ้า ส่วนวิญญาณก็จะประทับอยู่ในเทวสถานหรือปราสาท ด้วยความเชื่อนี้กษัตริย์ขอมที่มีความเชื่อศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย หลังจากที่ได้ขึ้นครองราชย์ก็ได้ทำการก่อสร้างเทวสถานขึ้นมาเพื่อประดิษฐานศิวลึงค์ เพราะถือว่าเป็นตัวแทนของพระศิวะ และยังเปรียบเสมือนเป็นทิพย์วิมานของเทพเจ้าที่อยู่บนโลกมนุษย์อีกด้วย
• ในช่วงยุคแรกๆเทวสถานจะสร้างอยู่บนภูเขาหรือเนินเขาที่เป็นธรรมชาติ ในการบูชาศิวลึงค์ที่ได้ประดิษฐานอยู่บนยอดเขานั้น เปรียบเสมือนกับการที่ได้บูชาพระศิวะที่ซึ่งประทับอยู่บนยอดเขาไกรลาศแล้วยังอยู่บนเขาพระสุเมรุ ซึ่งถูกจัดไว้เป็นศูนย์กลางจักรวาล หลังจากนั้นจึงได้มีการปรับเปลี่ยนโดยการสร้างเทวสถานขึ้นมาใหม่ในบริเวณพื้นที่ราบใจกลางเมือง ซึ่งลักษณะในการก่อสร้างนั้นอาจสร้างภูเขาจำลองขึ้นมาแทน จากนั้นก็ได้ประดิษฐานศิวลึงค์ไว้ในปราสาทที่มีความสูงที่สุด หรือเรียกว่าปรางค์ประธาน ซึ่งกษัตริย์กษัตริย์ขอมได้ทำพิธีเซ่นไหว้บูชา โดยมีการรดน้ำลงที่ศิวลึงค์ ลักษณะของน้ำต้องไหลออกมาทางช่องโยนี แล้วผ่านท่อโสมสูตร ดังนั้นศิวลึงค์ได้ถือเป็นต้นกำเนิดของชีวิตและมีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะได้ตั้งอยู่บนภูเขาธรรมชาติหรืออาจอยู่ใจกลางเมือง เปรียบเสมือนกับแกนหรือศูนย์กลางของจักรวาลนั่นเอง
 
ปราสาท,ลัทธิเทวราชา,พระโพธิ์สัตว์,นางปรัชญาปารมิตา,ฮินดู,ศาสนาพุทธ,นิกายหินยาน,ปราสาทแม่บุญ,ปราสาทตาพรหม,ปราสาทพระขรรค์
 
ศาสนาพุทธในอาณาจักรดินแดนขอม

• ศาสนาที่รุ่งเรืองในอาณาจักรขอมมี 2 ศาสนาคือ ศาสนาฮินดู และ ศาสนาพุทธ โดยศาสนาพุทธมีอยู่ 2 นิกาย คือหินยานและมหายาน
• 1.พระพุทธศาสนานิกายหินยาน จะให้ความนับถือพระพุทธเจ้าแล้วยังต้องยึดถือตามพุทธโอวาทอีกด้วย ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 นิกายหินยานมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมากจนถึงปัจจุบัน
• 2.พระพุทธศาสนานิกายมหายาน ได้มีการผสมผสานควบคู่กับการนับถือเทพเจ้าฮินดู มีความเชื่อว่าพระพุทธเจ้าได้ทรงสร้างโลกนี้ขึ้นมา และยังได้มีการนับถือพระโพธิ์สัตว์ เพราะเคยเป็นอดีตชาติของพระพุทธเจ้า ทางด้านพระโพธิ์สัตว์ที่เคารพก็คือ พระโลกิเตศวร และพระอวโลติเกศวร ในช่วงสมัยพระนครเมืองพระนครถือได้ว่า พระพุทธศาสนามหายานเป็นที่นับถือกันอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1
ซึ่งในแต่ละยุคแต่ละสมัย ศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู ได้ผลัดกันเจริญรุ่งเรือง เพราะอยู่ที่ว่ากษัตริย์ที่ขึ้นปกครองเลือกนับถือศาสนาไหนเป็นหลัก

ปราสาท,ลัทธิเทวราชา,พระโพธิ์สัตว์,นางปรัชญาปารมิตา,ฮินดู,ศาสนาพุทธ,นิกายหินยาน,ปราสาทแม่บุญ,ปราสาทตาพรหม,ปราสาทพระขรรค์

รูปเคารพของพุทธศาสนานิกายมหายาน

• พระโพธิ์สัตว์ หมายถึงปางก่อนๆของพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งมีความเป็นใหญ่ในโลกแต่เปี่ยมล้นด้วยความเมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา อีกทั้งเป็นผู้มองลงมายังเบื้องล่างเต็มไปด้วยความเมตตา กรุณา และมีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ เมื่อครั้งก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ โดยเฉพาะในชาดกของพุทธศาสนานิกายมหายาน พระโพธิ์สัตว์มีจำนวนมากมาย ซึ่งทรงฤทธิ์อำนาจเพื่อจะต้องคอยปกปักรักษาให้ความคุ้มครอง ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่มีความเคารพนับถือในพุทธศาสนานิกายมหายาน และที่สำคัญที่สุดคือจะต้องนำพาผู้ที่มีความเคารพนับถือที่มีอยู่มากมายไปสู่ปรินิพพานพร้อมพระองค์ด้วย
• พระโพธิ์สัตว์โลเกศวร หมายถึงพระโพธิ์สัตว์ที่ได้ตรัสรู้แล้ว แต่ยังไม่ยอมไปนิพพานเพราะมีความปรารถนาที่จะรอให้ความช่วยเหลือแก่ผู้คนและสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
• นางปรัชญาปารมิตา หมายถึง เทวีแห่งความฉลาดเฉลียวของพุทธศาสนานิกายมหายานในขณะเดียวกันจะเรียกว่า เป็นมารดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลายด้วยกัน
">
อ่าน 4262
ศิลปะขอมในยุคต่างๆ<FONT face=Tahoma>
<DIV align=center><FONT size=4><FONT color=#ff00ff><STRONG>ขอม-เขมร-กัมพูชา</STRONG></FONT></FONT></DIV>
<DIV>• <FONT color=#0000cc>ศิลปะแบบพนมดา</FONT> (พ.ศ.1057-1143) ด้านสถาปัตยกรรม จะเป็นการสร้างปราสาทด้วยอิฐให้มีลักษณะเป็นคล้ายรูปทรงปิรามิด มีเฉพาะประติมากรรม แต่ไม่มีในทับหลัง</DIV>
<DIV><BR>• <FONT color=#0000cc>ศิลปะแบบสมโบร์ไพรกุก</FONT> (พ.ศ.1150-1200) ทับหลัง ลักษณะรูปโค้ง มีพวงมาลัยห้อยและมีตัวมกรที่ส่วนปลายของพวงมาลัย ภายในรูปเหนือวงโค้งแล้วมีรูปคนโผล่ออกมา</DIV>
<DIV><BR>• <FONT color=#0000cc>ศิลปะแบบไพรกเมง</FONT> (พ.ศ.1180-1250) ทับหลัง มีลักษณะต่อเนื่องจากแบบโบว์ไพรกุก แต่ไม่มีตัวมกร บริเวณภายในที่เป็นรูปใบไม้ม้วน และเน้นลวดลายใบไม้และดอกไม้แทน มีปราสาทที่มีความสำคัญ ได้แก่ ปราสาทไพรกเมง ในประเทศไทยพบเห็นได้ที่วิหารอิฐ ปราสาทภูมิโพน จังหวัดสุรินทร์ และทับหลังที่ปราสาทเขาน้อยสีชมพู อยู่ที่จังหวัดสระแก้ว</DIV>
<DIV><BR>• <FONT color=#0000cc>ศิลปะแบบกำพงพระ</FONT> (พ.ศ.1250-1350) เป็นศิลปะมีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง มีลวดลายพรรณไม้ ลักษณะเป็นลายวงโค้งและปกคลุมไปด้วยใบไม้จนเหมือนพวงมาลัย และปลายทั้งสองก็จะม้วนออก</DIV>
<DIV><BR>• <FONT color=#0000cc>ศิลปะแบบกุเลน</FONT> (พ.ศ.1370-1420) อยู่ระหว่างยุคเก่าและยุคเมืองพระนคร จึงมีทับหลังที่มีลวดลายที่ดูแปลกใหม่ เพราะได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะจาม มีลักษณะเป็นรูปโค้งและวงรูปเหรียญที่มีลายพวงมาลัยกับลายก้านขด ส่วนบริเวณตรงกลางก็จะเป็นรูปสัตว์หรือมังกร ได้แก่ ปราสาทดัมไรยกรั๊บ ปราสาทอารักษ์ ตั้งอยู่ที่บริเวณเทือกเขาพนมกุเลน</DIV>
<DIV><BR>• <FONT color=#0000cc>ศิลปะแบบพระโค</FONT> (พ.ศ.1420-1440) ทับหลัง มีการแกะลายค่อนข้างลึก ลวยลายพวงมาลัยที่ม้วนออก ส่วนตอนปลายก็จะเป็นมกร นาค หรือลวดลายของใบไม้ ส่วนตรงกลางท่อนพวงมาลัยจะเป็นรูปสัตว์และเทวดา ได้แก่ ครุฑ หน้ากาล พระอินทร์ ศิลปะทับหลังยุคนี้ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะของชวาเข้ามาผสมด้วย ได้แก่ ลายหน้ากาล หรือเกียรติมุข ส่วนปลายท่อนของพวงมาลัยก็จะเป็นการสลักรูปของนาคหันหน้าออกจากกัน ได้แก่ ปราสาทพระโค ปราสาทโลเลย และยังได้มีการเริ่มนำหินทรายเข้ามาใช้ในการก่อสร้างปราสาท ได้แก่ ปราสาทบากองในประเทศไทยมีปราสาท ได้แก่ ปราสาทหินโนนกู่ ทับหลังของปราสาทพนมวัน อยู่ในจังหวัดนครราชสีมา</DIV>
<DIV><BR>• <FONT color=#0000cc>ศิลปะแบบบาแค็ง</FONT> (พ.ศ.1436-1468) ในยุคนี้เริ่มมีการแกะสลักหินกันมากขึ้น เพื่อแสดงถึงการมีอำนาจ มีการใช้หินในการก่อสร้างปราสาท ตัวปราสาท มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น และมักจะก่อสร้างอยู่บนยอดเขา ลักษณะของทับหลังจะเป็นท่อนพวงมาลัย ส่วนปลายจะม้วนออกให้เป็นลายใบไม้ บริเวณกลางท่อนพวงมาลัยจะมีการสลักเป็นรูปเทวดาในท่านั่งอยู่เหนือหน้ากาล หรือพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ หรือพระวิษณุทรงครุฑ ได้แก่ ปราสาทพนมกรอม ปราสาทบาแค็ง ปราสาทพนมบก ประเทศไทย พบเห็นได้ที่ ปราสาทหินเมืองแขก และทับหลังของปราสาทพนมวัน นครราชสีมา</DIV>
<DIV> </DIV>
<DIV align=center><IMG height=488 alt=ขอม-เขมร-กัมพูชา,ศิลปะแบบพนมดา,ศิลปะแบบบาแค็ง,บันทายสรี,นครวัด,บายน,นครวัด,นครทม src=

• ศิลปะแบบเกาะแกร์ (พ.ศ.1465-1490) สถาปัตยกรรมแบบเกาะแกร์ ส่วนมากจะมีขนาดรูปทรงที่ใหญ่โต ส่วนทับหลังจะมีภาพในแบบของบาแค็ง บริเวณตรงกลางจะสลักให้เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับศาสนา อาทิ รูปพระกฤษณะฆ่าพระยากงส์ และรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ พบได้ที่ กลุ่มปราสาทเกาะแกร์ ปราสาทกระวัน ในประเทศไทยพบได้ที่ ปราสาทสังข์ศิลปชัย จังหวัดสุรินทร์

• ศิลปะแบบแปรรูป (พ.ศ.1487-1510) ส่วนใหญ่เป็นการเลียนแบบศิลปะแบบพระโคและบาแค็ง แต่จะไม่ค่อยมีความละเอียด อ่อนช้อย ได้แก่ ปราสาทบ๊าตจุม ปราสาทแปรรูป ปราสาทแม่บุญตะวันออก ในประเทศไทยพบเห็นศิลปะแบบนี้ได้ที่ ปรางค์แขก จังหวัดลพบุรี ปราสาทหินบ้านเมืองเก่า จังหวัดชัยภูมิ

• ศิลปะแบบบันทายสรี (พ.ศ.1510-1543) ทับหลังมีลวดลายละเอียด อ่อนช้อย และสลักรูปดอกไม้เลื้อยออกจากก้าน ตรงท่อนพวงมาลัย จะมีรูปสัตว์ ได้แก่ ครุฑ หน้ากาล หรือช้าง ออกมาคั่น

• ศิลปะแบบคลัง (พ.ศ.1508-1553) ทับหลัง มีลวดลายคล้ายศิลปะแบบบันทายสรี สลักรูปหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัยที่ออกมาจากปาก แล้วใช้มือมายึดที่พวงมาลัยเอาไว้ ได้แก่ ปราสาทตาแก้ว ประเทศไทย พบเห็นศิลปะแบบนี้ได้ที่ วัดโพธิ์น้อย และปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์

• ศิลปะแบบบาปวน (พ.ศ.1553-1623) ทับหลัง มีลักษณะเป็นการเล่าเรื่อง โดยมีภาพบุคคลเป็นส่วนใหญ่ มีรูปของหน้าสัตว์ประหลาดโดยการผสมผสานรวมกับเทวดาที่นั่งอยู่ภายในซุ้ม หรือบางภาพอาจเป็นการเล่าเรื่องของ กฤษณาวตาร ได้แก่ ปราสาทแม่บุญตะวันออก ปราสาทบาปวน ประเทศไทยพบเห็นศิลปะแบบนี้ได้ที่ ปราสาทพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา ปราสาทเมืองต่ำ ปราสาทพนมรุ้งจังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทบ้านพลวงและปราสาทเหมือนธม จังหวัดจังหวัดสุรินทร์ ปราสาทสด็อกก็อกธม จังหวัดสระแก้ว ปราสาทหนองกู่ จังหวัดร้อยเอ็ด ปราสาทวัดภู(ประเทศลาว)

• ศิลปะแบบนครวัด (พ.ศ.1650-1718) ศิลปะนครวัด ส่วนใหญ่จะเป็นรูปภาพของการเล่าเรื่องราว แต่จะไม่มีลวดลายของพรรณไม้ บริเวณตรงกลางภาพจะมีขนาดเล็กและมีรูปสัตว์ใหญ่ๆได้แก่ หงส์ นาค ใช้แทนที่ลายหน้ากาล ได้แก่ ปราสาทบึงมาลา ปราสาทนครวัด ปราสาทเจ้าสายเทวดา ปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทพนมจิสอ ประเทศไทยพบเห็นศิลปะแบบนี้ได้ที่ ปราสาทปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ปราสาทศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ และปราสาทหินพิมาน จังหวัดนครราชสีมา

• ศิลปะแบบบายน (พ.ศ.1720-1780) ศิลปะแบบนี้มีลักษณะที่พิเศษ ได้แก่ มีภาพจำหลักที่ส่วนมากจะเป็นเรื่องราวของประวัติศาสตร์ ภาพของชีวิตทั่วๆไป ได้แก่ ปราสาทนาคพัน ปราสาทตาพรหม ปราสาทบันทายกุฎี ปราสาทบายน ปราสาทฉมาร์ ปราสาทพระขรรค์ ปราสาทตาสม และปราสาทตาเนี๊ยะ ประเทศไทยพบเห็นศิลปะแบบนี้ได้ที่ ปราสาทตาเหมือน จังหวัดสุรินทร์ ปราสาทโคกปราสาท จังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี ปราสาทปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี กำแพงวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดราชบุรี พระปรางค์วัดกำแพงแลง จังหวัดเพชรบุรี พระปรางค์วัดพระพายหลวง จังหวัด

• ยุคหลังเมืองพระนคร ความคิดของการสร้างศาสนสถานที่มีขนาดใหญ่โตและปราสาทหินก็ได้เสื่อมไป อีกทั้ง แรงงาน และแหล่งหินก็เริ่มหมด ปราสาทหินหลังสุดท้ายที่ได้มีการสร้าง ได้แก่ ปราสาทต็บตะวันออก หรือปราสาทมังคลาธา ได้ก่อสร้างไว้ใน พ.ศ.1838 ในช่วงสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 8
">
อ่าน 5071
ประวัติศาสตร์ขอม...เขมร...กัมพูชา<BR><FONT face=Tahoma>• <FONT color=#ff0000></FONT>ขอมเป็นชื่อชนชาติที่เก่าแก่ ต่อมาก็มาเรียกกันว่าเขมร และกลายเป็นกัมพูชาในปัจจุบัน เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแหลมทองในส่วนที่เรียกว่า “<STRONG><FONT color=#ff0000>อินโดจีน</FONT></STRONG>” </FONT>
<DIV><BR>• <FONT color=#ff0000></FONT>หน้าประวัติศาสตร์ของขอม เขมร หรือกัมพูชานั้น จะพลิกค้นหามาจากศิลาจารึกที่มีอยู่ รวมทั้งจดหมายเหตุที่ได้ติดต่อกับแว่นแคว้นเพื่อนบ้านอันได้แก่ มอญทางด้านตะวันตก จามทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ จีนทางด้านตอนบน หรือชวาในดินแดนโพ้นทะเล</DIV>
<DIV><BR>• อาณาจักรฟูนาน หรือ ฟูนัน ซึ่งแปลว่าภูเขา ได้เริ่มต้นด้วยการเป็นศูนย์กลางเล็กๆ ที่ปกครองโดยผู้หญิง มีนามว่า พระนางหลิวเหย่ ราวพุทธศตวรรษที่ 6 มีกองทัพอินเดียซึ่งนำโดย พราหม์โกณฑัญญะ ยกทัพมาโจมตีได้ชัยชนะและได้พระนางหลิวเหย่เป็นชายา พร้อมสถาปนาขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ของอาณาจักรฟูนัน และเชื่อกันว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของอาณาจักรนี้ได้แก่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนใต้</DIV>
<DIV> </DIV>
<DIV align=center><IMG height=675 alt=ขอม,เขมร,กัมพูชา,ฟูนาน,อินโดจีน,สมเด็จเจ้านโรดมสีหนุ,พระตะบอง,เสียมราฐ,ศรีโสภณ,มหัศจรรย์ของโลก,อุทัยทิตยวรมัน,พระเจ้าศรีอินทรวรมัน,พระเจ้าราเชนทรวรมัน,พระเจ้าชัยวรมัน,นครวัด,นครธม src=

• ราวพุทธศตวรรษที่ 12 พระเจ้าอีศานวรมันที่ 1 ได้ย้ายราชธานีลงมาทางตอนใต้และได้สถาปนาเมืองอีศานปุระขึ้นเป็นราชธานี มีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 13 เมื่อสิ้นรัชกาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 อาณาจักรเจนละได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 แคว้นใหญ่ และเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน คือ เจนละบก กินอาณาบริเวณอยู่ทางตอนเหนือที่เป็นภูเขาและที่ราบสูง กับ เจนละน้ำ กินอาณาบริเวณทางตอนใต้เป็นที่ราบลุ่มจนจดชายฝั่งทะเล

• ในปี พ.ศ. 1345 พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ได้เป็นผู้รวบรวมอาณาจักรทั้งเจนละบกและเจนละน้ำเข้าด้วยกันได้ ทรงสถาปนาเป็นอาณาจักรกัมพุช หรือ กัมพูชา และได้วางรากฐานของพระราชอำนาจไว้อย่างมั่นคงครอบคลุมบริเวณตอนเหนือทะเลสาบใหญ่ โดยมีเมืองหริหราลัยเป็นนครหลวง ต่อมาในสมัย พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ได้ทรงสถาปนาเมืองยโศธรปุระ เป็นเมืองหลวง พอถึง พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ก็ทรงย้ายเมืองหลวงไปตั้งที่เมืองโฉกการยกยาร์ แต่พอถึงพระเจ้าราเชนทรวรมันก็ทรงย้ายเมืองหลวงกลับไปที่เมืองยโศธรปุระอีก

• อาณาจักรไดโดเวียด ในสมัยของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ทรงสถาปนาอาณาจักรไดโดเวียดขึ้น แล้วมีกษัตริย์สืบราชสมบัติต่อมาตามลำดับ ได้แก่ พระเจ้าชัยวีรวรมัน พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 พระเจ้าอุทัยทิตยวรมัน พระเจ้าหรรษาวรมันที่ 3 พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 พระเจ้ายโศวรมันที่ 2 และพระเจ้าตรีภูวนาทิตยวรมัน ก็ถูกกองทัพจามเข้ายึดเมืองยโศธรปุระ

• สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสถาปนานครธมเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่แล้วมีกษัตริย์สืบต่อ ได้แก่ พระเจ้าอินทรวรมันที่ 2 พระเจ้าชัยวรมันที่ 8 พระเจ้าศรีนทรวรมัน พระเจ้าชัยวรรมปรเมศวร พระเจ้าศรีราช จนถึงแผ่นดินสมเด็จพระบรมลำพงศ์ราชา

• ปี พ.ศ. 1974 ในสมัยของสมเด็จเจ้าสามพระยา อาณาจักรเมืองพระนครจึงได้ตกเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา เมื่อแล้วโปรดฯ ให้พระอินทราชาราชบุตรของพระเจ้าธรรมโศกเจ้านายเขมรขึ้นครองเมือง ต่อมาสมัยพระยาญาติ ได้ครองราชย์ต่อและโปรดฯ ให้ย้ายเมืองหลวงไปยังกรุงพนมเปญ

• ผลพวงจากสงครามจึงเป็นเหตุให้เมืองพระนครธมและปราสาทเทวาลัยในศูนย์กลางเก่าของอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งอยู่ในบริเวณเมืองเสียมเรียบได้กลายสภาพเป็นเมืองร้างทิ้งร่องรอยอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ไว้ในป่ารกชัฏสืบมา

• พ.ศ. 2431 ฝรั่งเศสก็เข้ายึดดินแดนในอินโดจีนเป็นอาณานิคม และเขตแดนเขมรที่เคยตกเป็นของไทยมานาน คือ เมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณก็ต้องยกให้แก่ฝรั่งเศสเพื่อแลกเปลี่ยนกับอำนาจศาล เมืองด่านซ้าย และจังหวัดตราด ตามสัญญาลงวันที่ 23 มีนาคม 2450 ซึ่งตรงกับรัชสมัยรัชกาลที่ 5

• พ.ศ. 2496 กัมพูชาก็ได้เอกราชคืนจากฝรั่งเศส โดยมีสมเด็จเจ้านโรดมสีหนุเป็นกษัตริย์องค์แรก แล้วก็มีความผันผวนทางการเมืองจนสถานการณ์ของประเทศเสมือนไม่เคยจะสงบสุขกันอย่างแท้จริง และถึงขนาดเกินโศกนาฏกรรมฆ่าฟันกันเองเป็นล้านๆ คน

• จากหลักฐานต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ทั้งศิลาจารึก จดหมายเหตุ รวมทั้งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่ยังปรากฏอยู่เป็นจำนวนมากในดินแดนกัมพูชา ไทย ลาว และเวียดนาม แสดงให้เห็นถึงความเป็นชาติอันเก่าแก่ของกัมพูชาอันกอปรด้วยอานุภาพทางการเมือง การทหาร และอารยธรรมอันรุ่งเรืองมากชาติหนึ่งของโลก มีอายุนับเนื่องแต่พุทธศตวรรษที่ 7 สืบต่อมาเป็นระยะเวลาเกือบ 2,000 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งมรดกทางสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ที่ยั่งยืนปรากฏอวดอ้างความเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

• โบราณวัตถุสถานที่แสดงถึงอารยธรรมขอมนั้น ส่วนใหญ่ก่อเกิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากความศรัทธาในศาสนา คือ พราหมณ์ ฮินดู และพุทธศาสนา ปัจจุบันโบราณสถานในเขตพื้นที่กัมพูชาโดยเฉพาะในจังหวัดเสียมเรียบ ได้ถูกค้นพบแล้วมากมายเกือบ 600 แห่ง มีทั้งที่สภาพค่อนข้างสมบูรณ์และที่ปรักหักพังเพราะถูกทิ้งร้างมาเนิ่นนาน ปัจจุบันกำลังได้รับความช่วยเหลือจากนานาประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น อินเดีย และอินโดนีเซีย

 

ขอม,เขมร,กัมพูชา,ฟูนาน,อินโดจีน,สมเด็จเจ้านโรดมสีหนุ,พระตะบอง,เสียมราฐ,ศรีโสภณ,มหัศจรรย์ของโลก,อุทัยทิตยวรมัน,พระเจ้าศรีอินทรวรมัน,พระเจ้าราเชนทรวรมัน,พระเจ้าชัยวรมัน,นครวัด,นครธม


• ยุคสมัยก่อนพระนครหรืออาณาจักรเจนละ
•
พ.ศ.1093-1345 เป็นสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ได้มีการแยกตัวออกจากอาณาจักรฟูนันแล้วมาตั้งเมืองหลวงอยู่ที่เมืองเสฏฐาปุระ ในช่วงต่อมาสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่1 ได้เกิดเหตุการณ์อันเนื่องจากการขัดแย้งขึ้นมาจึงทำให้อาณาจักรเจนละ ได้แตกออกเป็น2ฝ่ายคือ เจนละบกและเจนละน้ำ

• ยุคเมืองพระนคร
• พ.ศ. 1345 เป็นสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่2 ได้มีการประกาศอิสรภาพจากชวาแล้วก็ได้ทำการรวบรวมเจนละน้ำและเจนละบก จากนั้นก็ได้ตั้งราชธานีขึ้นมาใหม่ที่เมืองหริหราลาลัย(เรอลั้วะ) จากนั้นได้ย้ายไปยังอินทราปุระ(อมเรนทรปุระ) มเหนทรปุระ(พนมปุเรน) หลังจากนั้นก็ได้กลับมาหริหราลัยอีกครั้งหนึ่งในครั้งนี้จึงได้ถือเป็นการเริ่มต้นของอาณาจักรเขมรโบราณ
• พ.ศ. 1432 เป็นสมัยของพระเจ้ายโสวรมันที่1 ได้มีการสร้างเมืองยโสธรปุระขึ้นเป็นเมืองหลวงมีภูเขาพนมบาแค็งเป็นศูนย์กลาง ถือเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของกลุ่มเมืองนครหลวง ได้มีการสร้างสระบารายตะวันออก(ยโสธรฎาฎากะ) หลังจากนั้นก็ได้สร้างปราสาทโลเล็ย ปราสาทพนมกรอม พนมปก เขาพระวิหาร
• พ.ศ. 1471 เป็นสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ได้เกิดเหตุอุทกภัยยิ่งใหญ่ ในเมืองยโสธรปุระ จึงย้ายราชธานีไปยังเมือง โฉกเกยร์ (ไทยเรียกว่าเกาะแกร์) ได้ทำการสร้างปราสาทธม และเป็นปราสาทที่มีความสูงมากที่สุดของกัมพูชา รองมาจากนครวัด หลังจากนั้นก็ได้สร้างปราสาทกระวัน
• พ.ศ. 1487 เป็นสมัยของพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 ได้ทำการรวบรวมเจนละบกและเจนละน้ำอย่างเด็ดขาด แล้วได้ย้ายราชธานีกลับมายังเมืองยโสธรปุระอีกครั้ง โดยตั้งอยู่บริเวณปราสาทแม่บุญตะวันออก ให้ปราสาทแปรรูปเป็นศูนย์กลาง จากนั้นก็ได้ทำการก่อสร้างปราสาทพิมานอากาศ และปราสาทบันสรี ในยุคนี้ยังมีความรุ่งเรืองของศิลปะและการพาณิชย์ และยังทรงได้ยกทัพไปตีอาณาจักรของพวกจาม (เวียตนามกลาง)
• พ.ศ. 1544 เป็นสมัยของพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 1 เริ่มสร้างเมืองหลวงขึ้นมาใหม่ และได้ให้ปราสาทบาปวนเป็นศูยน์กลางการปกครอง
• พ.ศ. 1603 เป็นสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ได้ขึ้นครองราชย์ ทรงสร้างปราสาทหินพิมาย ได้ให้มีการต่อเติมปราสาทเขาพระวิหาร รวมทั้งปราสาทวัดภู (จำปาสัก ลาว)
• พ.ศ. 1656 เป็นสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทรงสร้างปราสาทนครวัด เป็นกษัตริย์องค์แรกที่ปกครองอาณาจักรได้อย่างมั่นคง เข้มแข็งและเป็นปึกแผ่น
• พ.ศ. 1693 เป็นสมัยของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 เป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่นับถือศาสนาพุทธนิกายหินยาน
• พ.ศ. 1720-1721 ได้มีบรรดาเหล่ากองทัพของจาม มาทำการครอบครองเมืองยโสธรปุระ
• พ.ศ. 1724-1763 เป็นสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างปราสาทบายน เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางของนครหลวงที่ได้สร้างขึ้นมาใหม่ หลังจากที่เสร็จสิ้นจากศึกสงคราม ก็ได้สร้างปราสาทตาพรม ปราสาทตาสม ปราสาทนาคพัน และให้มีการต่อเติมปราสาทพระขรรค์ จนเสร็จสิ้นพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงเป็นกษัตริย์ ยิ่งใหญ่องค์สุดท้ายของเมืองพระนคร
• พ.ศ. 1763 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคต จากนั้นพระเจ้าอินทรวรมันที่ 2 ได้ขึ้นครองราชย์แทน ยุคนี้เมืองพระนครเริ่มเสื่อมอำนาจลง
• พ.ศ. 1786 เป็นสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ทรงนับถือศาสนาฮินดู นิกายไศวนิกาย ได้มีการสั่งทำลายรูปบูชาของพระพุทธศาสนาจนเสียหายมากมาย
• พ.ศ. 1826 สมัยของพระเจ้าศรีอินทรวรมันขึ้นครองราชย์ ต่อมาได้สร้างต็บตะวันออก หรือปราสาทมัคลาธา ซึ่งเป็นปราสาทหินหลังสุดท้ายของเมืองพระนคร
• พ.ศ. 1839 โจวตากวนออกเดินทางมาพร้อมกับเหล่าคณะทูตของจักรพรรดิจีนเข้ามายังดินแดนเมืองพระนคร
• พ.ศ. 1870 เป็นสมัยของพระเจ้าชัยวรมันปรเมศวร เป็นกษัตริย์เขมรองค์สุดท้าย ที่ปรากฏพระนามอยู่บนศิลาจารึก
• พ.ศ. 1974 สมัยของพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ของกรุงศรีอยุธยา ได้ทำการเข้าโจมตีเมืองพระนครใต้ (พงศาวดารเขมรบันทึกเป็น พ.ศ. 1976)

">
อ่าน 6539
กัมพูชา ดินแดนเทวะ อารยธรรมมรดกโลก 1,000 ปี<P>      <FONT color=#ff0000 size=4>กัมพูชา</FONT> (Cambodia) หรือชื่อทางการคือ ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia) (ภาษาเขมร:) เป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนทางทิศใต้จรดกับอ่าวไทย ทางทิศตะวันตกติดกับประเทศไทย ทางทิศเหนือติดกับประเทศไทยและลาว ทางทิศตะวันออกติดกับเวียดนาม </P>
<P>กัมพูชาเป็นอดีตประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศสในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงแค่ประเทศเดียวเท่านั้นที่มีการปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ</P>
<DIV> </DIV>
<DIV><FONT color=#ff0000 size=4> เมืองหลวง: พนมเปญ<BR> <BR> ภาษาประจำชาติ: เขมร<BR> <BR> สกุลเงิน: เรียล (KHR)  </FONT></DIV>
<P>
<TABLE style=
ตราสัญลักษณ์ประเทศกัมพูชา ธงชาติประเทศกัมพูชา
ตราสัญลักษณ์กัมพูชา
ธงชาติกัมพูชา

ภูมิศาสตร์
ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ ประกอบด้วยที่ราบรอบทะเลสาบเขมร และที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง มีทิวเขาล้อมรอบทางเหนือ คือ เทือกเขาพนมดงรัก เทือกเขาบรรทัด เทือกเขาอันนัม
กัมพูชา มีลักษณะภูมิประเทศคล้ายชามหรืออ่าง คือ ตรงกลางเป็นแอ่งทะเลสาบและลุ่มแม่น้ำโขงอันกว้างขวาง มีภูเขาล้อมรอบอยู่ 3 ด้าน ได้แก่

ด้านตะวันออกมีแนวเทือกเขาอันนัมที่เป็นพรมแดนกับประเทศเวียดนาม
ด้านเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือมีแนวเทือกเขาพนมดงรักที่เป็นพรมแดนกับประเทศไทย
ด้านใต้และตะวันตกใต้มีแนวเทือกเขาบรรทัดที่เป็นแนวพรมแดนกับประเทศไทย
เฉพาะด้านตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้นที่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง
 

กัมพูชา,Cambodia,เขมร,พนมเปญ,เวียดนาม,แม่น้ำทะเลสาบ,โตนเลสาบ,อุบลราชธานี,ศรีสะเกษ,สุรินทร์,บุรีรัมย์,สระแก้ว,จันทบุรี,ตราด,ดอกลำดวน,นคนวัด,นครธม,ปราสาท,ตาเมืองธม,เสียมเรียบ,กำปงธม,กำปงซะนัง,โพธิสัตว์,พระตะบอง


กัมพูชา มีแม่น้ำ / ทะเลสาบสำคัญดังนี้


แม่น้ำโขง ไหลจากลาวเข้าสู่ภาคเหนือของกัมพูชาแล้วไหลผ่านเข้าเขตเวียดนาม มีความยาวในเขตกัมพูชารวม 500 กิโลเมตร
แม่น้ำทะเลสาบ เชื่อมระหว่างแม่น้ำโขงกับทะเลสาบ ความยาว 130 กิโลเมตร
แม่น้ำบาสัก (Bassac) เชื่อมต่อกับแม่น้ำทะเลสาบที่หน้าพระมหาราชวัง กรุงพนมเปญ ความยาว 80 กิโลเมตร
ทะเลสาบโตนเลสาบ อยู่ห่างจากกรุงพนมเปญประมาณ 100 กิโลเมตร ฤดูน้ำหลากน้ำท่วมถึง 7,500 ตารางกิโลเมตร ลึกถึง 10 เมตร โตนเลสาบครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ กำปงธม กำปงซะนัง โพธิสัตว์ พระตะบอง และเสียมเรียบ ในโตนเลสาบมีปลาชุกชุมกว่า 300 ชนิด

กัมพูชา,Cambodia,เขมร,พนมเปญ,เวียดนาม,แม่น้ำทะเลสาบ,โตนเลสาบ,อุบลราชธานี,ศรีสะเกษ,สุรินทร์,บุรีรัมย์,สระแก้ว,จันทบุรี,ตราด,ดอกลำดวน,นคนวัด,นครธม,ปราสาท,ตาเมืองธม,เสียมเรียบ,กำปงธม,กำปงซะนัง,โพธิสัตว์,พระตะบอง
 
ภูเขา
ยอดเขาสูงที่สุดของกัมพูชาคือ พนมอาออรัล สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,813 เมตรทิศเหนือของกัมพูชามีเขตแดนติดกับประเทศไทยระยะทางยาว 750 กิโลเมตร ติดกับ จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ตราด โดยมีเทือกเขาพนมดงรัก และเทือกเขาบรรทัดกั้น

ป่าไม้
กัมพูชาเป็นประเทศที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์มากที่สุดหากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ปัจจุบันป่าไม้ลดลง


ภูมิอากาศ
กัมพูชามีอากาศมรสุมเขตร้อนเป็นแบบร้อนชื้นแถบมรสุม จึงมีมีฤดูฝนยาวนาน อุณหภูมิโดยเฉลี่ย 20 - 36 องศาเซลเซียส
ฤดูฝนเริ่มจากเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม

ฤดูแล้ง เริ่มจากเดือนพฤศจิกายน-เมษายน เดือนเมษายนมีอุณหภูมิสูงสุดที่สุด

เดือนมกราคมมีอุณหภูมิต่ำที่สุด เดือนตุลาคมมีฝนตกชุกที่สุด

กัมพูชา,Cambodia,เขมร,พนมเปญ,เวียดนาม,แม่น้ำทะเลสาบ,โตนเลสาบ,อุบลราชธานี,ศรีสะเกษ,สุรินทร์,บุรีรัมย์,สระแก้ว,จันทบุรี,ตราด,ดอกลำดวน,นคนวัด,นครธม,ปราสาท,ตาเมืองธม,เสียมเรียบ,กำปงธม,กำปงซะนัง,โพธิสัตว์,พระตะบอง

 
เงินตรา
สกุลเงินของกัมพูชา คือ เงินเรียล (Riel) การแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ หมุนเวียนในตลาดมากกว่าเงินเรียลซึ่งเป็นเงินพื้นเมือง การแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศค่อนข้างเสรี กัมพูชามีเงินทุนสำรอง (Net Foreign Reserves) เป็น 0 ในปี 2533 และเพิ่มเป็น 695 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2548 และ 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2551 (Economic Institute of Cambodia, 2548 : 245) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความมั่นคงทางด้านการเงินดีขึ้นจึงส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินเรียลกัมพูชาและเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีอัตราค่อนข้างคงที่ กล่าวคืออยู่ในระดับประมาณ 4,000 เรียล ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ
เรียล มีชนิดราคาละดังนี้ มีชนิดราคาละ 50 เรียล, 100 เรียล, 200 เรียล, 500 เรียล , 1000 เรียล, 2000 เรียล, 5000 เรียล, 10,000 เรียล, 20,000 เรียล,50,000 เรียล และ100,000 เรียล


ไฟฟ้า
ไฟฟ้าในอินโดนีเซีย ใช้แบบ 220 V. และใช้ปลั๊กไฟสองขาแบบประเทศไทย


เวลา
เวลาในกัมพูชาตรงกันกับเวลาในประเทศไทย

ศาสนา
รัฐธรรมนูญกัมพูชาบัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ เพราะมีผู้นับถือ พระพุทธศาสนา 95% ศาสนาอิสลาม 3% ศาสนาคริสต์ 1.7% ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู 0.3%

การขอวีซ่า
มี 2 วิธีคือ


ยื่นเอกสารขอวีซ่าที่สถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตกัมพูชา ถนน ประชาอุทิศ (ซอยรามคำแหง 39) โทรศัพท์ 02-957-5851 - 2
สิ่งที่ต้องแนบในการยื่นขอวีซ่า
1. หนังสือเดินทาง อายุการใช้งานมากกว่า 6 เดือน พร้อมถ่ายสำเนา 1 ชุด
2. รูปถ่าย 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป
3. ค่าธรรมเนียม = US$ 20, วีซ่าด่วนภายใน 1 วัน ค่าธรรมเนียม = US$ 25 หากชำระเป็นเงินไทย ค่าธรรมเนียม = 1,000 บาท, วีซ่าด่วนภายใน 1 วัน ค่าธรรมเนียม = 1,100 บาท (!! ฉะนั้น ชำระเป็นเงินสกุล US$ ประหยัดกว่า !!)
4. แบบฟอร์มยื่นขอวีซ่า สามารถดาวน์โหลดได้จาก http://www.embassy.org/cambodia/consular/application.pdf
ยื่นขอวีซ่าแบบออนไลน์ (e - Visa) ขอ e – Visa ได้ที่ http://evisa.mfaic.gov.kh/ โดยต้องแนบไฟล์รูปถ่ายสำหรับขอวีซ่า และชำระค่าธรรมเนียมออนไลน์ผ่านบัตรเครดิต US$ 25

ดอกไม้ประจำชาติ
ดอกไม้ประจำประเทศกัมพูชาคือ ดอกลำดวน

"> อ่าน 2303
วัดวิชุนราช : ชมพระธาตุแตงโม<FONT size=2><SPAN lang=en-us><FONT color=#ff0000><B>วัดวิชุน</B></FONT></SPAN><BR>• วัดวิชุนราช ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองหลวงพระบาง ถนนวิชุนราช สร้างขึ้นเมื่อ ปีพ.ศ. 2046 ในสมัยพระเจ้าวิชุนราช ในบรรดาวัดทั้งหมดในเมืองหลวงพระบางเป็นต้องยกนิ้วให้วัดวิชุนในเรื่องมีความแปลกที่พระธาตุรูปร่างโค้งมนเหมือนผลแตงโม และเจดีย์รูปทรงแปลกตานี้เอง ที่กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรมของลาวยกให้มีความสำคัญและความโดดเด่นของวัดวิชุน <BR><BR>• วัดวิชุนราชนี้สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐาน พระบาง ซึ่งอาราธนามาจากเมืองเวียงคำ ภายในวัดวิชุนราชมีปทุมเจดีย์หรือพระธาตุดอกบัวใหญ่ ซึ่งพระนางพันตีนเชียง พระอัครมเหสีของพระเจ้าวิชุนราชโปรดฯให้สร้างขึ้นในพ.ศ. 2057 หลังจากสร้างวัดแล้ว 11 ปี ด้วยรูปทรงของเจดีย์มีลักษณะคล้ายแตงโมผ่าครึ่งทำให้ชาวเมืองหลวงพระบางเรียกว่า <FONT style=พระธาตุหมากโม เป็นทรงโอคว่ำ ยอดพระธาตุมีลักษณะคล้ายรัศมีแบบเปลวไฟของพระพุทธรูปแบบลังกาหรือสุโขทัย บริเวณมุมฐานชั้นกลางและชั้นบนมีเจดีย์ทิศทรงบัวตูมทั่งสี่มุม พระธาตุหมากโมนี้มีสีดำเก่าๆ แม้จะเคยผ่านการบูรณะปฎิสังขรมาแล้วสองครั้ง ในปีพ.ศ.2402 รัชสมัยของเจ้ามหาชีวิตสักรินทร์(คำสุก) ซึ่งเป็นพระราชบิดาของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ อีก 19 ปีต่อมา ในปี พ.ศ.2457 ในรัชสมัยของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์มีการปฎิสังขรอีกครั้ง ซึ่งการบูรณะครั้งนี้พบโบราณวัตถุมากมาย เช่น เจดีย์ทองคำ พระพุทธรูปหล่อสำริด พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปเงิน โดยเฉพาะพระพุทธรูปที่แกะสลักจากแก้วซึ่งคล้ายกับพระแก้วมรกต โบราณวัตถุเหล่านี้ได้นำถวายเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ และเก็บรักษาไว้ในพระราชวังหลวงพระบางในปัจจุบัน
 
วัดวิชุนราช,พระธาตุแตงโม,ลาว,หลวงพระบาง,พระธาตุหมากโม

• พระอุโบสถ หรือที่ชาวลาวเรียกว่าสิม เป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระบาง ตัวอุโบสถมีรูปทรงอาคารไทลื้อสิบสองปันนา ซึ่งมีจุดเด่นคือส่วนคอชั้นสองจะยกระดับสูงขึ้นไป ส่วนบนหลังคาประดับด้วยโหง่(หรือช่อฟ้าแบบไทย) ตรงกลางหลังคามีช่อฟ้า เป็นรูปปราสาทยอดฉัตรเล็กๆ ลดหลั่นหลายชั้น หน้าต่างพระอุโบสถประดับด้วยลูกมะหวด บานประตูด้านหน้าทั้งสามช่องแกะสลักลงรักปิดทอง มีรูปพระศิวะ พระวิษณุ พระพรหม และพระอินทร์ ศิลปะแบบเชียงขวาง
 
วัดวิชุนราช,พระธาตุแตงโม,ลาว,หลวงพระบาง,พระธาตุหมากโม

• พระประธาน หรือพระองค์หลวงในพระอุโบสถมีขนาดใหญ่ที่สุดในหลวงพระบาง ด้านหลังพระประธานมีโบราณวัตถุที่เก็บรวบรวมมาจากวัดร้างต่างๆ ในหลวงพระบาง เช่นพระพุทธรูปสำริด พวกไม้จำหลักลวดลายต่างๆ พระพุทธรูปไม้แกะสลักลงรักปิดทองสูงเท่าคนจริงจำนวนมาก
สถานที่ตั้ง อยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบาง
ค่าเข้าชม 20,000 กีบ (ประมาณ 40 บาท)
เปิดเวลา 07.00 –17.30 น.

บ้านผานม : "อดีตหมู่บ้านที่ทอผ้าถวายเจ้ามหาชีวิต"
• บ้านผานม เป็นหมู่บ้านชาวไทลื้อที่อพยบมาจากเมืองสิบสองปันนา มีประชากรประมาณ 250 ครอบครัว ผู้หญิงชาวไทลื้อชำนาญในการทอผ้า ในอดีตบ้านผานมเป็นแหล่งทอผ้าถวายเจ้ามหาชีวิตและราชสำนัก ในปัจจุบันผ้าทอบ้านผานมมีชื่อเสียงมาก มีการรวมกลุ่มตั้งเป็นศูนย์หัตถกรรมแสดงสินค้า มีการสาธิตการทอผ้าและผ้าทอจำหน่ายให้นักท่องเที่ยว อาทิ เสื้อ ย่าม ผ้าคลุมโต๊ะ ผ้าคลุมเตียง ส่วนภายในหมู่บ้านก็สามารถเที่ยวชมหมู่บ้านได้

สถานที่ตั้ง อยู่ห่างจากเมืองหลวงพระบางประมาณ 4 กิโลเมตร หมู่บ้านตั้งอยู่ริมแม่น้ำคาน
">
อ่าน 2892
เยือนฮานอย...สักครั้งในชีวิต<FONT color=#ff00ff><STRONG><FONT size=4>ฮานอย</FONT></STRONG> </FONT><FONT color=#0000ff><SPAN class=Apple-style-span style=หมายถึงตอนต้นของแม่น้ำ ตั้งอยู่ตอนต้นอยู่บนลุ่มแม่น้ำแดง ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ลี้สถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 1553 โดยใช้ชื่อว่า ทังลอง แปลว่า มังกรเหิน จนกระทั่ง พ.ศ. 2345 กษัตริย์ราชวงศ์เหงียนได้ย้ายเมือหลวงไปอยู่เมือง เว้ เมื่อตกเป็นส่วนหนึ่งของอินโดจีนของฝรั่งเศส ฮานอยจึงกลับมาเป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการอีกครั้งใน พ.ศ. 2430 ภายหลังได้รับเอกราชในปี พ.ศ. 2489 ดินแดนเวียดนามแยกออกเป็นสองประเทศ โดยฮานอยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามเหนือ เมื่อรวมประเทศใน พ.ศ. 2519 จึงเป็นเมืองหลวงหนึ่งเดียวของเวียดนามในปัจจุบัน

• ฮานอย เคยเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของเวียดนามตั้งแต่ปี พ.ศ. 1553 มีอายุกว่า 900 ปี ซึ่งเป็นปีที่จักรพรรดิลีไทโด ทรงสถาปนาพระราชวังทังลองขึ้น ณ ดินแดนแห่งนี้ ตลอดช่วงเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงชื่อเมืองอีกหลายครั้ง ฮานอย แปลว่า เมืองบนฝั่งโค้งของแม่น้ำ นับเป็นเมืองหลวงที่มีขนาดเล็กที่มีความสวยงามมากตลอดสองฟากถนนเราสามารถเห็นตึกสไตล์โคโลเนียลอยู่เรียงรายสองข้างทาง

 
• ฮานอย ในภาษาเวียดนาม ฮา แปลว่า แม่น้ำ นอย แปลว่า ข้างใน ฮานอยตั้งอยู่ใจกลางสันดอนลุ่มแม่น้ำแดงในภาคเหนือของประเทศ มีทะเลสาบน้อยใหญ่ถึง 18 แห่ง มีทะเลสาบประจมเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุด และมีทะเลสาบใจกลางกรุงที่ขึ้นชื่ออย่าง โฮฮว่านเกี๋ยม นับเป็นเมืองหลวงขนาดเล็กที่มีเสน่ห์ไม่แพ้เมืองหลวงของประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชีย ดังนั้น เมื่อคุณเดินทางมาถึงฮานอยจุดแรกที่ควรไม่ควรพลาดคือการไปริ่มต้นที่ ทะเลสาบโฮฮว่าเกี๋ยม ซึ่งเป็นย่านการค้าที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง มีถนนสายเล็กๆ 36 สายตัดสลับกันไปมา ชาวเวียดนามเรียกถนนสายนี้ว่า บาเมื่อยซัวโฟเฟือง แปลว่า 36 ถนน ชาวต่างชาติจะรู้จักกันในชื่อ โอลด์ควอเตอร์ หรือถนน 36 สาย บรรยาศของตลาดนี้คล้ายกับเยาวราชในประเทศไทย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้งโรงแรม เกสต์เฮาส์ บริษัทนำเที่ยว ร้านอินเตอร์เน็ต ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใจกลางเมืองซึ่งเป็นย่านเก่าในเมืองฮานอย และห่างจากกรุงฮานอยมาทางทิศเหนือระยะทางประมาณ 160 กิโลเมตร ยังเป็นที่ตั้งของมรดกโลกทางธรรมชาติที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกอย่างอ่าวฮาลอง ทะเลสาบที่มีเนื้อที่กว่า 4,000 ตารางกิโลเมตร มีเกาะหินปูนน้อยใหญ่ที่ถูกกัดเซาะจากคลื่นลมในท้องทะเลเป็นเวลากว่าพันปี จนเกิดหินปูนรูปทรงสวยงาม วางเรียงรายอยู่บนผืนน้ำมากกว่า 1,000 เกาะ บรรยากาศเหมือนอ่าวพังงาในประเทศไทย
 

• การเดินทางจากประเทศไทย
• ทางรถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้บริการรถโดยสารประจำทางไปยังจังหวัดหนองคาย จากนั้นข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เดินทางไปยังนครเวียงจันทน์ มีรถโดยสารเดินทางจากนครเวียงจันทน์ไปยังกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม จอดอยู่ตรงข้ามดับโรงแรมเจริญชัย ติดกับสถานทูตอเมริกา วันละ 1 เที่ยว คือ เวลา 18.00 น. ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 15 – 16 ชั่วโมง ส่วนขากลับมีรถโดยสารประจำทางออกจากหน้าสถานทูตลาวในกรุงฮานอยกลับนครเวียงจันทน์อีกวันละหนึ่งเที่ยวเช่นกัน
• ทางอากาศ ปัจจุบันมีสายการบินไทย สายการบินไทยแอร์เอเชีย และสายการบินเวียดนาม แอร์ไลน์ ให้บริการเยวบินสู่สนามบินฮานอย

• การเดินทางท่องเที่ยวภายเมืองฮานอย
• พาหนะในการเดินทางเที่ยวชมเมืองฮานอยนั้นมีหลากหลายประเภท ทั้ง จักรยาน พาหนะยอดนิยมของนักท่อเที่ยวในการขี่เที่ยวชมรอบตัวเมือง สามารถหาเช่าได้ตามโรงแรมในประราคาประมาณ 10,000 ดอง/วัน หรือถ้าจะนั่งเที่ยวชมแบบสบายๆ ก็มีบริการของซิโคล่สามล้อถีบที่เราต้องนั่งอยู่ด้านหน้า และคนให้บริการปั่นจักรยายอยู่ด้านหลัง มีให้เลือกทั้งแบบนั่งชมรอบเมืองในราคาประมาณ 5,000 ดอง/คน หรือจะเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ราคาตามแต่จะตกลง
• ข้อแนะนำในการนั่งซิโคล่ในเมืองฮานอย คือ คุณควรจะตกลงสถานที่ท่องเที่ยวและราคาให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง ทางที่ดีควรพกแผนที่ตัวเมืองฮานอยติดตัวไปด้วย เพื่อบอกให้คนขับรู้จุดหมายปลายทาง จะได้ไม่ต้องมีปัญหาในเรื่องของภาษาที่ใช้ในการสื่อสานเพราะชาวฮานอยส่วนใหญ่จะพูดภาษาอังกฤษได้น้อยกว่าเมืองโฮจิมินต์

ฮานอย,เวียดนาม,เว้,ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม,วัดหง็อกเซิน,พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติ,สุสานของโฮจิมินห์,จัตุรัสบาสดิงห์,ตลาดดงซวน,โบสถ์เซนต์โจเซฟ
• ที่พัก
• การหาที่พักในกรุงฮานอยไม่ใช่เรื่องยากเพราะฮานอยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามและเป็นศูนย์กลางในการท่องเที่ยวในเขตเวียดนามกลาง จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายมีที่พักระดับมาตรฐาน ส่วนใหญ่จะอยู่ในย่านโอลต์ควอเตอร์ มีโรงแรมระดับดีๆ อยู่เยอะ มีห้องพักที่ได้มาตรฐาน แต่ราคาค่อนข้างสูงโดยเฉพาะช่วงเทศกาล ส่วนโรงแรมขนาดเล็กหรือเกสต์เฮาส์ จะอยู่บริเวณย่านตัวเมืองเก่าและทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม ซึ่งดัดแปลงมากจากตึกเก่าสมัยอาณานิคม

• ร้านอาหาร
• ศูนย์รวมของแหล่งอาหารในฮานอยจะอยู่ในย่านโอลด์ควอเตอร์ มีทั้งอาหารที่ขึ้นชื่ออย่างเฝอ (ก๋วยเตี๋ยวน้ำเส้นเล็กใส่ใบสะระแหน่ มะนาว และถั่วงอก) เสริฟมาพร้อมกับผักสดในเครื่องเคียงจากใหญ่ นับเป็นอาหารท้องถิ่นของฮานอย หรือจะเลือกร้านประเภทภัตตาคารก็ได้ ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ติดกับถนนเส้นหลักย่านใจกลางเมือง มีทั้งร้านอาหารเวียดนาม อาหารตะวันตก จีน หรือถ้าอยากลิ้มรสอาหารต้นตำรับชาวเวียต แนะนำให้เลือกเข้าร้านอาหารเวียดนาม

สถานที่ท่องเที่ยวในฮานอย
• ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม (Ho Hoan Kiem หรือ ทะเลสาบคืนดาบ)
ที่ตั้ง : ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองเก่าฮานอย สำหรับนักเดินทางที่มาเยือนฮานอย ซึ่งไม่ได้มากับบริษัททัวร์ส่วนใหญ่นิยมหาที่พักในบริเวณเมืองเก่า ที่เปรียบได้กับถนนข้าวสารของเมืองไทย เพราะมีเกสต์เอาส์และโรงแรมราคาประหยัดมากมาย มีเอเย่นต์ทัวร์สำหรับเลือกซื้อแพ็คเก็จทัวร์หรือตั๋วเดินทางภายในประเทศทั้งทางรถบัส รถไฟ เครื่องบิน และยังมีร้านจำหน่ายอาหารประเภทพื้นเมืองและตะวันตกมากมาย และร้านขายของที่ระลึก 
   ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่าครั้งอดีตพระเจ้าเลไทโต (Le Thai Yo) ได้นำดาบวิเศษซึ่งนำมาต่อสู้กับพวกหมิงจนสามารถปลดปล่อยประเทศให้อิสระแล้ว พระองค์ทรงเรือไปกลางทะเลสาบเพื่อคืนดาบวิเศษให้กับเต่าศักดิ์สิทธิ์ และกล่าวกันว่าเต่าได้ขึ้นมาฉกดาบไปจักพระหัตถ์ของพระองค์ แล้วหายไปในทะเลสาบ อันเป็นเหตุให้ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อว่า ทะเลสาบคืนดาบ
   หากมองไปกลางทะเลสาบจะเห็นเจดีย์โบราณโผล่ขึ้นพ้นน้ำ สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 18 มีชื่อเรียกว่า ทาพรัว (Thap Rua) ซึ่งหมายถึง หอคอยเต่าและในปัจจุบันยังมีหลายคนบอกว่าเห็นเต่าขนาดใหญ่อยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนฤดูกาล

• วัดหง็อกเซิน ( Ngoc Son หรือ วัดเนินหยก)
ที่ตั้ง : อยู่ริมทะเลสาบบนเกาะหยก ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ สามารถข้ามจากฝั่งไปยังวัดโดยข้ามสะพานเทฮุก (The Huc) หรือสะพานแสงอาทิตย์ มีสีแดงสดใสถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของกรุงฮานอย นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกกันเสอมเมื่อถึงวัดหว็อกเซิน ด้านในมีบรรยากาศร่มรื่นและมีศาลาสำหรับนั่งพักผ่อน

พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติ (Museum of Vietnamese Revolution)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนตงดาน (Tong Dan) ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติหรือที่ชาวเวียดนามเรียกว่า Bao Tang Cach Mang เป็นสถานที่ที่ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการต่อสู้เพื่อสันติภาพของคนในแผ่นดินนี้ต้องพบกับเรื่องราวอะไรมาบ้านตั้งแต่ครั้งโบราณจนถึงยุค พ.ศ. 2518 อันเป็นช่วงปีที่ทหารอเมริกาถอนกำลังออกจากเวียดนาม นอกจากนี้ยังมีหลาวไม้ขนาดยาวที่ปักไว้เพื่อสกัดกั้นกองกำลังมองโกล รวมถึงกลองศึกสำริดใบยักษ์ที่มีการสร้างมาตั้งแต่ก่อน 24,000 ปีก่อนคริสตกาลก็มีให้ชมกัน นับได้ว่าที่นี่น่าสนใจมากกับสิ่งของเรื่องราวที่จัดแสดงและประวัติอันขมขื่นที่ต้องเรียนรู้จากความเจ็บปวดของชนในชาติ

 
ฮานอย,เวียดนาม,เว้,ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม,วัดหง็อกเซิน,พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติ,สุสานของโฮจิมินห์,จัตุรัสบาสดิงห์,ตลาดดงซวน,โบสถ์เซนต์โจเซฟ
• พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรม (Fine Arts Museum)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนเหวียนไทฮ็อก (Nguyen Thai Hoc) ค่าเข้าชม 10,000 ดอง เปิด 09.15 – 17.00 น. หยุดวันจันทร์ พิพิธภัณฑ์ศิลปกรรมหรือที่ชาวเวียดนามเรียกว่า บ่าวตางมีทวด (Bao Tang My Thuat) เป็นแหล่งแสดงผลงานศิลปะที่ดีที่สุดของเวียดนามก็ว่าได้ เพราะที่นี่ได้จัดนิทรรศการครอบคลุมถึงงานศิลปะและประวัติของชนกลุ่มน้อยในเวียดนาม และมีพระพุทธรูปไม้ที่งดงามหลายองค์ซึ่งมีอายุหลายร้อยปี นอกจากนี้ยังมีกล่องสำริดดงเซิน (Dong Son) และศิลปะเวียดนามอย่างอื่นอีกมากมายทั้งที่เป็นของสมัยโบราณและยุคใหม่

• พิพิธภัณฑ์ทหาร (Army Museum)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนเดียนเบียนฟู (Dien Bien Phu) ค่าเข้าชม 10,000 ดอง เปิด 08.00 – 11.30 น. และ 13.30 – 16.30 น. หยุดวันจันทร์ เพื่อเป็นการรำลึกถึงการประกาศอิสรภาพ และการรวมชาติของเวียดนามและแสดงให้เห็นถึงการทำสงครามกับมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา โดยภายในพื้นที่ได้นำซากเครื่องบินทิ้งระเบิด B52 มาจัดให้คนรุ่นหลังได้เห็นถึงความโหดร้ายของสงคราม เมื่อเข้าไปด้านในก็มีภาพถ่ายของนักรบที่ร่วมกันชนะสงคราม เครื่องแบบทหารอเมริกา และยังมีโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กๆ ซึ่งฉายภาพช่วงท้ายๆ ของสงครามเวียดนาม สำหรับที่นี่ชาวเวียดนามออกเสียงว่า บ่าว ตาง กวาน โด่ย (Bao Tang Quan Doi พิพิธภัณฑ์ทหาร)

สุสานของโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh’ s Mausoleum) 
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนเดียนเบียนฟู (Dien Bien Phu) บริเวณจัตุรัสบาสดิงห์ (Ba Dinh) สุสานแห่งนี้ได้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2516 เสร็จในปี พ.ศ. 2518 เป็นอาคารหินอ่อนและหินแกรนิตรวมถึงไม้เนื้อดีจากทั่วประเทศ เป็นอาคารที่โดดเด่นและสง่างามมาก โดยมีชื่อในภาษาเวียดนามว่า จู่ติกโอจิมินห์ (Lang Chu Tich Ho chi Minh ) ด้านในจะพบกับศพโฮจิมินห์ ซึ่งอาบน้ำยาอยู่ในโลงแก้วเพื่อให้ผู้คนที่เข้ามาชมได้รู้จักผู้นำที่มีความแข็งแกร่ง ทั้งที่นี่เป็นการกระทำซึ่งขัดต่อความต้องการของโฮจิมินห์ เพราะท่านต้องการให้เผาร่างเมื่อตายลง สำหรับห้องนี้ไม่อนุญาตให้นำกล้องถ่ายรูป วีดีโอ โทรศัพท์ หรือกระเป๋าทุกชนิดเข้าไปโดยเด็ดขาด

บริเวณจัตุรัสบาสดิงห์นี้เองที่โฮจิมินห์ อ่านคำประกาศอิสรภาพของเขาในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2488 และอีก 34 ปีต่อมา ในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2512 ยังเป็นวันเสียชีวิตของโฮจิมินห์อีกด้วย

หลังสุสานโฮจิมินห์ มีสวนสาธารณะที่เงียบสงบร่มรื่นและมีสระน้ำเล็กๆ และบ้านที่สร้างบนเสาสูงซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่อยู่ของโฮจิมินห์ และบริเวณใกล้ๆนั้นมี เจดีย์เสาเดียว ที่สร้างในปี 1049 สมัยราชวงศ์หลี เป็นเจดีย์ไม้ที่งดงาม ตั้งอยู่บนเสาต้นเดียวกลางสระบัว

• พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Museum)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่หลังสวนสาธารณะใกล้ๆ กับจัตุรัสบาดิงห์ เดินผ่านสวนสาธารณะที่มีเจดีย์เสาเดียวตั้งอยู่ ก็จะพบกับพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ เป็นรูปแบบของอาคารสมัยใหม่ขนาดใหญ่ มีการจัดแสดงนิทรรศการมากมาย มีการถ่ายภาพขาวดำ ในสมัยสงคราม ซึ่งจะได้เห็นความเป็นอยู่ของเหล่าทหารกู้ชาติอีกด้วยและเรื่องราวการสู้รบในสมัยครามเวียดนาม

โรงละครฮานอย (Hanoi Opera House)
ที่ตั้ง : โรงละครแห่งนี้ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนน Ly Thai To ตัดกับถนน Trang Tien บริเวณวงเวียนห้าแยก
โรงละคร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2454 สไตล์แบบฝรั่งเศส ตกแต่งอย่างงดงามดูแข็งแกร่ง ภายในมีที่นั่งกว่า 900 ที่นั่ง ปัจจุบันยังเปิดแสดงอย่างสม่ำเสมอ การแสดงจะเน้นดนตรีคลาสสิค

• พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ (History Museum)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่หลังโรงละครฮานอย ค่าเข้าชม 15,000 ดอง สำหรับพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์หรือชาวเวียดนามเรียก Bao Tang Lich แห่งนี้เป็นอดีตเป็นสถาบันวิจัยทางโบราณคดีของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรทิศ (Ecole Hrancaise d’Extreme Orient) สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2453 สร้างใหม่ปี 2469 ก่อนจะเปิดอีกครั้งในปี พ.ศ. 2475 ซึ่งสิ่งที่นำมาจัดแสดงไว้ที่นี่ครอบคลุมถึงประวัติศาสตร์เวียดนามทุกสมัย เป็นโบราณวัตถุที่หาดูได้ยากยิ่ง มีกลองสำริดโบราณ ซึ่งเป็นศิลปะอันงดงามของพวกจากที่แพร่เข้ามาในประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ยังมีเครื่องถ้วยชาม และเจ้าแม่กวนอิมปางประหลาด รวมถึงห้องจัดแสดงของใช้สิ่งของต่างๆ ของกษัตริย์ 13 พระองค์แห่งราชวงศ์เหวียน หากชอบเกี่ยวกับโบราณคดีคุณจะได้สัมผัสรากฐานแห่งอารยธรรมได้ดีทีเดียว

 
สาวเวียดนาม,ฮานอย,เวียดนาม,เว้,ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม,วัดหง็อกเซิน,พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติ,สุสานของโฮจิมินห์,จัตุรัสบาสดิงห์,ตลาดดงซวน,โบสถ์เซนต์โจเซฟ
ตลาดดงซวน (Dong Xuan)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่สุดถนนฮังดาว ทางด้านเหนือของเขตเมืองเก่า ตลาดดงซวนเป็นอีกสถานที่ที่ไม่ควรพลาด ตามประวัติตลาดแห่งนี้โดนไฟไหม้ไปตั้งแต่ปี 1994 ทว่าได้มีการซ่อมแซมเพื่อช่วยให้เก็บรักษาบรรยากาศเก่าๆ เอาไว้ให้ได้มากที่สุด โดยตลาดแห่งนี้มีสินค้ามากมายให้เลือก ตั้งแต่บรรดาเครื่องจักรสาน พรมผืนเล็กๆ อาหาร เสื้อผ้า ของที่ระลึก จนถึงซีดี และดีวีดี และยังมีเหล้าไวน์ราคาถูกด้วย นอกจากนี้ยังมีร้านจำหน่ายดอกไม้ตามริมถนน ร้านขายยาแผนโบราณที่มีกลิ่นสมุนไพรเป็นเอกลักษณ์ ร้านขายยาดองมีสัตว์ต่างๆ อยู่ในขวดก็มีอยู่ให้ชิมกัน ทั้งเหล้าดองงู ดองตุ๊กแก ดองจิ้งจก
 
ฮานอย,เวียดนาม,เว้,ทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม,วัดหง็อกเซิน,พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติ,สุสานของโฮจิมินห์,จัตุรัสบาสดิงห์,ตลาดดงซวน,โบสถ์เซนต์โจเซฟ
• โบสถ์เซนต์โจเซฟ (St Joseph Cathedral)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บนถนนยาจุง (Nha Chung) ทางด้านเหนือของทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม เมื่อจักรวรรดิฝรั่งเศสเข้าปกครองเวียดนามและได้จัดการเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ให้ทันสมัยได้ทำให้ความเชื่อและสิ่งก่อสร้างอันเป็นเอกลักษณ์ได้ถูกทำลายทิ้งไปพอสมควร รวมถึงที่นี่ด้วย เพราะก่อนตะสร้างโบสถ์แห่งนี้ที่นี่เคยเป็นที่ตั้งของเจดีย์บ่าวเทียน (Bao Thien) และถูกทำลายลงตอนสร้างโบสถ์เซนต์โจเซฟ ทำให้ที่นี่เป็นโบสถ์เก่าที่สุดในฮานอย เริ่มเปิดครั้งแรกในคืนคริสต์มาสปี พ.ศ. 2429 ปัจจุบันนักท่องเที่ยวนิยมมาเยือนที่นี่ด้วยความศรัทธาและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ใกล้ๆ กันมีร้านจำหน่ายของที่ระลึกอยู่หลายร้าน และมีร้านอาหารไว้คอยให้บริการอยู่
 
">
อ่าน 1986
อุโมงค์กู่จี : เมืองใต้พิภพ<SPAN class=Apple-style-span style=• ตั้งอยู่ : อำเภอกู่จี อยู่ห่างจากโฮจิมินห์ซิตี้ประมาณ 40 กิโลเมตร

• สำหรับอุโมงค์กู่จี่เปรียบเสมือนที่มั่นหลักและที่มั่นสุดท้ายของทหารเวียกง ซึ่งเป็นกองกำลังของเวียตนามใต้ที่ไม่พอใจและต่อต้านรัฐบาล โดยได้รับการจัดตั้งก่อสร้างขึ้นโดยคอมมิวนิสต์เวียตนามเหนือ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการสู้รบในสมรภูมิเวียตนามใต้ การขยายกำลังของเวียดกงเป็นไปอย่างรวดเร็วจากการจัดตั้งปี พ.ศ. 2507 กองกำลังเวียดกงได้ขยายเป็นกว่า 30,000 คน

การจัดโครงสร้างของเวียดกงแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ กำลังหลักปฏิบัติการ ภายใต้การบังคับบัญชาของคอมมิวนิสต์ใต้ (เวียตนาม) กองโจรเต็มรูปแบบ จัดกำลังขนาดกองร้อยทำงานกันในระดับจังหวัด และ กำลังทหารบ้านป้องกันตนเอง ซึ่งประกอบด้วยหน่วยขนาดหมู่และหมวดซึ่งมีหน้าที่ในการป้องกันหมู่บ้าน โดยหลักการแล้วเวียดกงถือว่าเป็นกำลังกองโจร ไม่มีเครื่องแบบ การแต่งกายจะใช้เสื้อผ้าแบบชาวบ้านทั่วไป แล้วแฝงตัวให้เข้ากับพื้นที่เมื่อภารกิจสำเร็จ เวียดกงจะใช้ยุทธวิถีตีหัวเข้าบ้าน

เวียดกงได้รับชัยชนะอย่างงดงามในปี พ.ศ. 2506 เมื่อสามารถสร้างความสูญเสียอย่างมากต่อทหารเวียตนามใต้ เวียดกงยังมีส่วนร่วมสำคัญต่อปฏิบัติการรุก โดยเข้าโจมตีอำเภอและเมืองต่างๆ ของเวียตนามใต้ เมื่อต้นปี พ.ศ.2511ในเวลาต่อมากองทัพประชาชนเวียตนามเหนือ ได้เข้ามามีบทบาทแทนที่เวียดกง จนสิ้นสุดสงครามใน ปีพ.ศ. 2518 เวียตนามรวมตัวกันได้เป็นหนึ่งเดียว เวียดกงจึงลดบทบาทลง โดยหลังสงคราม ทหารเวียดกงที่เหลือได้ถูกรวมเข้ากับกองทัพประชาชนเวียตนาม
 
อุโมงค์กู่จี,เวียดนาม,อุโมงค์ใต้ดิน,โฮจิมินห์

• การเดินทาง : จากโฮจิมินห์ ไม่มีรถโดยสารไปยังอุโมงค์กู่จี ให้ซื้อแพ็กเก็จแบบวันเดย์ทัวร์ ซึ่งจะได้เที่ยวจุดอื่นๆ ด้วย กู่จี เป็นชื่อของอำเภอและยังเป็นชื่ออุโมงค์ใต้ดิน ที่พวกเวียดกงใช้เป็นฐานบัญชาการรบ โรงพยาบาล และหมู่บ้านใต้ดิน ซึ่งที่นี่ก็เป็นอีกสิ่งที่หนึ่งที่ทำห้กองกำลังเวียดกงชนะในการรบ สำหรับโครงข่ายใต้ดินแห่งนี้มีความยาวกว่า 200 กิโลเมตร และเป็นสมรภูมิรบพื้นที่ที่น่ากลัวที่สุดอีกแห่งหนึ่งของสงครามเวียตนาม เพราะโดนทั้งสารเคมีและสารพิษต่างๆ ที่ใช้พ่นลงไปในอุโมงค์ โดยเฉพาะฝนเหลืองที่ทหารอเมริกันนำมาโปรยเพื่อกำจัดต้นไม้เพื่อจะได้เห็นตัวฝ่ายตรงข้ามได้ง่าย จนทำให้พื้นที่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้กลายเป็นพื้นที่โล่งเตียน เป็นสาเหตุให้ทหารเวีดตกงต้องลงไปบัญชาการในอุโมงค์ใต้ดิน

• ปัจจุบันมีการเปิดสมรภูมิเลือดแห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยมีเจ้าหน้าที่พาเดินไปยังจุดสำคัญและสามารถมุดลงไปถึงชั้นสามของอุโมงค์ เส้นทางคดเคี้ยวและมืดมาก แม้ว่าจะมีการปรับปรุงให้สว่างขึ้น ก็ควรจะพกไฟฉายติดตัวไปด้วย ส่วนบริเวณโดยรอบของอุโมงค์แห่งนี้ ยังคงเหลือซากแห่งสงคราม อาทิ รถถัง เครื่องบิน วัตถุระเบิด และหลุมระเบิดขนาดใหญ่ซึ่งกลายเป็นบ่อเลี้ยงปลาไปแล้ว
 
">
อ่าน 2103
เที่ยวเมืองโฮจิมินห์ซิตี้...<SPAN class=Apple-style-span style=• โฮจิมินห์ซิตี้ เมืองท่าริมแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ตั้งอยู่บนสันดอนของแม่น้ำโขง ห่างจากทะเลจีนใต้ไปทางทิศเหนือ 40 กิโลเมตร มีพื้นที่กว่า 2,000 ตารางกิโลเมตร ตัวเมืองแบ่งออกเป็น 12 เขตเมือง และ 6 เขตชนบท ภายหลังสงครามโลกสิ้นสุดลง ชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ในอเมริกา ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และเอเชีย ได้ให้ความช่วยเหลือทาวเศรษฐกิจ จนกระทั่งโฮจิมินห์เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว สังเกตได้จากจำนวนของโรงแรมและภัตตาคารใหญ่ที่สร้างขึ้นใหม่ใจกลางเมือง รวมทั้งถนนหนทางที่คลาคล่ำไปด้วยธุรกิจการค้า

• การเดินทางจากประเทศไทย
• ทางรถยนต์ คุณสามารถเดินทางด้วยรถยนต์ได้โดยใช้เส้นทางกรุงเทพฯ – อรัญประเทศ – พนมเปญ – โฮจิมินห์ซิตี้ แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว เพราะค่อนข้างยุ่งยากในการทำเรื่องเข้าออกพรมแดนทั้งในประเทศกัมพูชาและเวียตนาม เมื่อขอวีซ่าคุณจะต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะเข้าและออกจากเวียตนามที่เมืองใด หาไม่เช่นนั้นคุณอาจถูกตำรวจคนเข้าเมืองให้ออกจากพรมแดน ทางที่ดีหากมีการเปลี่ยนแปลงจุดผ่านเพื่อเดินทางออกควรติดต่อที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในโฮจิมินห์ซิตี้
• ทางอากาศ วิธีที่สะดวกคือการใช้บริการสายการบินที่เปิดให้บริการเที่ยวบินตรงสู่โฮจิมินห์ซิตี้ ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงเศษ
สายการบินที่ให้บริการเที่ยวบิน กรุงเทพฯ – โฮจิมินห์ซิตี้
• สายการบินไทย มีบริการเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ – โฮจิมินห์ซิตี้ทุกวัน วันละ 2 เที่ยวบิน โทรศัพท์ 02 628 2000, 02 280 0060
• สายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ มีบริการเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ – โฮจิมินห์ซิตี้ทุกวัน วันละ 2 เที่ยวบิน โทรศัพท์ 02 655 4137 – 40

โฮจิมินห์ซิตี้,ตลาดบินถั่น,โบสถ์นอร์ทเธอดาม,เวียดนาม,เวียตนาม
• การเดินทางในโฮจิมินห์ซิตี้
• ทางบก มอเตอร์ไซด์จะเป็นพาหนะยอดนิยมของชาวเวียดนาม ที่สามารถพบเห็นได้ตามท้องถนนแทบทุกเมือง หากคุณคิดจะเลือกมอเตอร์ไซด์เป็นพาหนะในการขี่เที่ยวนั้น ดูไม่ค่อยจะปลอดภัยเท่าไรนัก เพราะเราอาจจะไม่คุ้นเคยกับการจราจรและเสียงแตรรถที่ดังตลอดเวลา โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างโฮจิมินห์ที่มีการจราจรคับคั่งและพลุกพล่านไปด้วยผู้คน วิธีที่ดีที่สุดของการท่องเที่ยวเมืองโฮจิมินห์คือการเช่าจักรยานขี่ เพราะนอกจากจะปลอดภัยกว่าแล้วเรายังสามารถแวะชมสถานที่ต่างๆ ได้ตามสะดวก โดยสามารถหาเช่าได้จากโรงแรม ร้านคาเฟ่ และบริษัทนำเที่ยว ปัจจุบันตามสถานที่ท่องเที่ยวก็มีที่จอดรถสำหรับจักรยานโยเฉพาะ ในราคาประมาณ 1-2,000 ดอง ปัญหาเรื่องจักรยานหายจึงไม่เป็นสิ่งที่ต้องกังวล
อย่างไรก็ดี ซิโคล่หรือจักรยานสามล้อถีบก็มีให้บริการเหมือนกัน สามารถเรียกได้ตาถนนสายหลักทั้งกลางวันและกลางคืน ่ถ้าเหมาเป็นชั่วโมงราคาประมาณ 1 ดอนล่า
• ทางน้ำ การเที่ยวในเมืองโฮจิมินห์อีกวิถีหนึ่งก็คือการล่องเรือในแม่น้ำไซ่ง่อนเพื่อชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มีให้เลือกทั้งแบบเรือลำเล็กและเรือลำใหญ่ โดยมีเส้นทางหลัก 2 เส้น ให้เลือกคือ เส้น Ben Nghe และเส้น Thi Nghe เราต้องตกลงสถานที่ท่องเที่ยวก่อนออกเดินทาง
• การท่องเที่ยว เมืองโฮจิมินห์ซิตี้หรือเมืองไซ่ง่อน เป็นเมืองที่มีการจราจรที่คับคั่งหลังจากที่ฝรั่งเศสเข้ามายึดเป็นอาณานิคม ก็ได้พัฒนาดินแดนแห่งนี้ มีการวางผังเมือง สร้างถนน จนกลายเป็นเมืองที่ทันสมัย แต่เมืองนี้ก็เป็นเมืองเก่าที่อายุกว่า 300 ปี มีบ้านเรือนที่ยังคงสภาพเดิมผู้คนไม่เร่งรีบ บ้างก็เป็นศิลปินวาดภาพ งานหัตถกรรม งานฝีมือและชุดอ่าวหญ่ายชุดประจำชาติของหญิงสาวชาวเวียตนามมีให้พบเห็นมากมาย
สำหรับการเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ วิธีที่สะดวกที่สุดคือการซื้อแพ็กเก็จแบบวันเดย์ทัวร์จากบริษัทนำเที่ยวที่รัฐบาลรับรองนะครับ
• ที่พัก
• ในโฮจิมินห์ซิตี้มีที่พักให้เลือกหลากหลายรูปแบบ มีตั้งแต่เกสต์เฮาส์ราคาถูกจนถึงโรงแรมสุดหรู ถ้าไม่ทราบว่าจะพักโรงแรมอะไรดีการไปเที่ยวครั้งแรกของนักท่องเที่ยวนั้นควรนั่งรถแท็กซี่ไปลงที่ Pham Ngu Lao เพราะย่านนี้จะเต็มไปด้วยบริษัทผู้ประกอบการท่องเที่ยว ร้านอินเตอร์น็ต ที่สามารถเป็นข้อมูลให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจได้
• ร้านอาหาร
• นักท่องเที่ยวสามารถหาร้านอาหารได้ทั่วเมืองโฮจิมินห์ เพราะเมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของอาหารนานาชาติของเวียดนาม ส่วนมื้อเย็นไม่ควรพลาดใช้บริการเรือล่องริมแม่น้ำไซ่ง่อน บริเวณปลายถนนดงเค่ย ที่จะมีเรือล่องมารับนักท่องเที่ยวไปดินเนอร์ พร้อมชมวิวที่สวยของแม่น้ำไซ่ง่อน ใช้เวลาประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง
สถานที่ท่องเที่ยวในไซ่ง่อน
 
โฮจิมินห์ซิตี้,ตลาดบินถั่น,โบสถ์นอร์ทเธอดาม,เวียดนาม,เวียตนาม

• 
จัตุรัสโฮจิมินห์ (Tran Nguyen Hai Statue)
ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองโฮจิมินห์ จุดเริ่มต้นของการเดินทางท่องเที่ยวในเมืองโฮจิมินห์ แนะนำให้มาเริ่มตรงใจกลางแห่งนี้ เพราะสามารถไปยังจุดอื่นๆ ได้ง่าย โดยจุดนี้จะมีรูปปั้นของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ กับเด็กๆ ด้านหลังเป็นศาลาว่าการเมือง ซึ่งดูแปลกตาในสไตล์ฝรั่งเศส ถ้ามองจากตรงนี้สามารถมองให้เห็นถึงความจอแจของเมืองใหญ่ เพราะที่นี่นอกจากจะเป็นศูนย์กลางของเมืองแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางของการค้าอีกด้วย คล้ายกับสีลมของเมืองไทย แต่รถไม่ติดเพราะที่เมืองนี้มีรถยนต์น้อย มีรถมอเตอร์ไซด์มากกว่า เวลาข้ามถนนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

• ตลาดบินถั่น (Ben Thanh Market)
ตั้งอยู่บนถนนเลเลย (Le Loi) ใกล้ๆ กับจัตุรัสโฮจิมินห์ ได้รับการก่อสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2457 บนพื้นที่ประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีหอนาฬิกาอยู่ด้านหน้าเป็นสัญลักษณ์ ตลาดแห่งนี้ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งจากคนพื้นเมืองและนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะมีสินค้าจำหน่ายมากมายทั้งเสื้อผ้า กระเป๋าเดินทาง เป้ นาฬิกา ของที่ระลึก อาหาร เครื่องเทศ ไปจนถึงอาหารสด และดอกไม้ ราคาไม่แพง

• โรงละคร (Opera House)
ตั้งอยู่บนถนนเลเลย สร้างในปี พ.ศ. 2402 เพื่อใช้แสดงอุปรากร แต่ได้ถูกใช้ให้เป็นสำนักงานใหญ่ของสภาแห่งชาติเวียตนามใต้ แต่ทุกวันนี้ก็ใช้งานเหมือนเดิม ทุกๆ สัปดาห์จะมีการแสดงแตกต่างกันออกไป ช่วงเวลากลางคืนชาวเวียตนามยังมีความเคลื่อนไหวอย่างร่าเริงด้วย โดยเฉพาะบริเวณลานน้ำพุ ที่จะมีชาวเวียตนามและชาวต่างชาติมานั่งพักผ่อนกันทุกคืน และสุดลานน้ำพุมองออกไปจะเป็นที่ตั้งของโรงละคร ที่ชาวเวียตนามออกเสียงว่าโรงละครยาฮดแถงห์โฝ (Nha hat Thanh Pho) ซึ่งหันหน้าออกถนนดงเค่ย ระหว่างโรงแรมคาราเวลล์และโรงแรมคอนติเนนตัล

โฮจิมินห์ซิตี้,ตลาดบินถั่น,โบสถ์นอร์ทเธอดาม,เวียดนาม,เวียตนาม
 
• โบสถ์นอร์ทเธอดาม (Notre Dame Cathedral)
ตั้งอยู่บริเวณกลางเมือง บนถนน Han Thuyen ได้รับการก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2420 ใช้ระยะเวลาการสร้าง 6 ปี โบสถ์นี้ไม่มีการประดับด้วยกระจกสีเหมือนโบสถ์คริสต์ที่อื่น เพราะได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สำหรับโบสถ์แห่งนี้ได้รับการยกย่องว่ามีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในเวียตนาม โดยในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากมาย ลักษณะของตัวโบสถ์เป็นรูปแบบของสมัยอาณานิคม มีหอคอยคู่สี่เหลี่ยมอยู่ด้านบนสูง 40 เมตร เป็นเอกลักษณ์ที่งดงามของโบสถ์แห่งนี้ ด้านหน้าโบสถ์มีรูปปั้นขนาดใหญ่สีขาวเด่นเป็นสง่าของพระแม่มารี นักท่องเที่ยวนิยมเข้ามาชมกันมาก เพราะเป็นเสมือนสัญลักษณ์ร่วม อันหมายถึงการเข้ามาของตะวันตก และเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของโฮจิมินห์

• ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์ (Main Post Office)
ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองโฮจิมินห์ ใกล้กับโบสถ์นอร์ทเธอดาม ได้รับการก่อสร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2439 เสร็จในปี พ.ศ. 2444 มีการออกแบบและก่อสร้างในสไตล์ฝรั่งเศสและได้รับการออกแบบตกแต่งอย่างงดงามด้วยกระจกสี เป็นไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเวียตนาม มีความโอ่โถงและอ่อนช้อยทว่ามั่นคง จนทำให้นักออกแบบมากมายต้องมาศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบตกแต่งอาคารแห่งนี้ ภายในตัวอาคารมีการระดับภาพแผนที่ทางทะเลโบราณ และภาพของอดีตผู้นำประเทศโฮจิมินห์ มีการบริการทั้งการส่งจดหมาย แสตมป์เพื่อการสะสม โปสการ์ด โทรศัพท์ระหว่างประเทศในอัตราค่าบริการมาตรฐาน

• สวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ (Zoo & Botanic Gardens)
ตั้งอยู่สุดถนนเลหย่วน สามารถนั่งรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างหรือเดินไปก็ได้ สถานที่นี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2407 มีต้นไม้ใหญ่มากมาย และมีการจัดแต่งสวนเป็นอย่างดี มีสวนกล้วยไม้เก็บรวบรวมชนิดพรรณพื้นเมืองไว้พอสมควร หากต้องการพักผ่อนในที่ที่ร่มรื่นแนะนำให้ไปที่สวนถ่าวกัมเวียน (Thao Cam Vien) หรือสวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ ซึ่งเป็นทางเลือกที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับหลบหลีกจากความอึกทึกวุ่นวายตามท้องถนนและเป็นสถานที่ที่เงียบสงบมากที่สุดในโฮจิมินห์ซิตี้ จุดที่ไม่ควรพลาดอีกจุดหนึ่งคือ ด้านหน้าทางเข้ามีช้างหล่อตัวหนึ่ง ได้รับการพระราชทานจากระเจ้าอยู่หัวของไทยในสมัยนั้นครั้งเมื่อไปเยือนประเทศอินโดจีน ได้มีการจารึกเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษไว้ที่แท่นด้านหน้าว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงสยาม พระราชทานไว้ให้เป็นที่ระลึก ในการที่ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังประเทศอินโดจีนเป็นครั้งแรก เสด็จพระราชดำเนินขึ้นที่เมืองไซ่ง่อน เมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2473” ด้านในสวนพฤษศาสตร์มีสัตว์ให้ชมอยู่หลายประเภท

• พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติ (History Museum) 
ตั้งอยู่ใกล้กับ สวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ สร้างโดยฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. 2470 เป็นตึกทรงยุโรปที่งดงามมากอีกแห่งหนึ่ง ชาวเวียตนามเรียกตึกนี้ว่า เวียนบ่าวตางหลิกสือ (Vien Bao Tang Lich Su) ที่นี่มีโบราณวัตถุที่แสดงถึงวิวัฒนาการของวัฒนธรรมต่างๆ ในเวียตนาม ตั้งแต่อารยธรรมยุคสำริดดงเซิน ไปจนถึงอารยธรรมฟูนัน จาม และเขมร ในบรรดาสิ่งที่จัดแสดงไว้มีโบราณวัตถุยุคหิน สำริด ศิลาจารึก กลองมโหระทึก เครื่องปั้นดินเผางานศิลปะของชาวจาม และเครื่องแต่งกายพื้นเมืองของชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆ บนชั้นสามทางด้านหลังของอาคารมีห้องสมุดวิจัยที่เก็บรวบรวมหนังสือจากยุคฝรั่งเศสที่น่าสนใจไว้เป็นจำนวนมาก

• พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Museum)
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไซ่ง่อนและแม่น้ำเบนเหง่ สามารถนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างหรือแท็กซี่ ห่างจากใจกลางเมืองเพียง 5 กิโลเมตร พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ ก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2406 และต่อเนื่องผูกพันกับโฮจิมินห์ในวัยหนุ่มมาก จนไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสและกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะนำประเทศเข้าสู่การปฏิวัติและการขับไล่ชาติตะวันตกรวมถึงการรวมเวียตนามเหนือและเวียตนามใต้ให้เป็นประเทศเวียตนาม 
พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ เป็นสถานที่จัดแสดงเรื่องราวส่วนตัวของอดีตผู้นำประเทศเวียตนาม และการต่อสู้เพื่อเรียกร้องเสรีภาพกับชาติตะวันตก และต่อสู้เพื่อปกป้องอธิปไตยของคนในชาติอีกด้วย มีการจัดแสดงเรื่องราวต่างๆ ไว้เป็นหมวดหมู่น่าสนใจ สำหรับอาคารพิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์นี้ มีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า บ้านมังกร พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ ก็เป็นเสมือนสถานที่ส่วนตัวทั่วๆ ไป ทุกห้องทุกชั้นมีเฉพาะเรื่องราวของเจ้าของบ้านเต็มไปหมด มีการจัดอย่างเป็นระเบียบ มีการแบ่งหมดหมู่อย่างชัดเจน อาคารนี้มี 2 ชั้น บนระเบียงชั้นสอง สามารถมองเห็นสายน้ำไซ่ง่อนได้เป็นอย่างดี มีเรือบรรทุกสินค้าลำใหญ่จอดอยู่มากมาย

• ทำเนียบของอดีตประธานาธิบดีเวียดนามใต้ (Reunification Palace)
• ที่ตั้ง : ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองโฮจิมินห์ ทำเนียบของอดีตประธานาธิบดี ปัจจุบันเรียกกันว่าทองยัด และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ด้วย อาคารทันสมัยหลังใหญ่นี้รายรอบด้วยสวนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นทำเนียบของผู้ว่าการชาวฝรั่งเศสที่เรียกว่า ทำเนียบนโรดม (Norodom Palace) ซึ่งมีอายุย้อนหลังไปถึงปี พ.ศ. 2411 หลังจากที่ข้อตกลงเจนีวานำจุดจบมาสู่การยึดครองของฝรั่งเศส โงดินห์เดียม ประธานาธิบดีของเวียดนามใต้ได้พำนักอยู่ในทำเนียบแห่งนี้

• ในปี พ.ศ. 2506 ทำเนียบนี้ถูกทิ้งระเบิดโดยทหารอากาศเวียตนาใต้และได้มีการสร้างอาคารใหม่ที่รู้จักกันในชื่อ ทำเนียบอิสรภาพ (Independence Palace) ขึ้นแทนที่โครงสร้างเก่าถูกทำลาย อาคารปัจจุบันออกแบบโดยโงเวียดทู (Ngo Viet Thu) สถาปนิคชาวเวียตนามผู้สำเร็จการศึกษาจากฝรั่งเศส และสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2509 ก่อนจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 เมื่อกองกำลังคอมมิวนิสต์ได้เคลื่อนขบวนรถถังเข้าชนประตูเหล็กด้านหน้าของทำเนียบและโค่นรัฐบาลเวียตนามใต้ลง 

• ทุกวันที่ทำเนียบเดิมถูกเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมได้ โดยทุกสิ่งทุกอย่างถูกทิ้งไว้ให้เสมือนสภาพเดิมในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2509 โดยชั้นล่างเป็นห้องจัดเลี้ยง ห้องโถงใหญ่ซึ่งรัฐบาลเวียตนามใต้ประกาศยอมแพ้และห้องเล็กถูกใช้สำหรับการบรรยายสรุปประจำวันทางทหาร ในระหว่างช่วงก่อนที่รัฐบาลเวียตนามใต้จะถูกโค่น
• ส่วนชั้นที่สองเป็นห้องรับรองของประธานาธิบดีตรันวันเฮือง และห้องรับรองของประธานาธิบดีเทียว ซึ่งเพียบพร้อมด้วยห้องนอน ห้องรับประทานอาหาร และห้องสวดมนต์แบบคาทอลิค ชั้นสามเป็นห้องรับรองของภริยาประธานาธิบดี และชั้นที่สี่เป็นห้องฉายภาพยนตร์ส่วนตัวและลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งจากที่นี่จะสมารถเห็นทิวทัศน์อันงดงามของถนนเลหย่วน (Le Duan Boulevard) ได้เป็นอย่างดี

• ด้านหลังทำเนียบเป็นสาธารณะกงเวียดวันฮวา (Cong Vien Van Hoa) ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวร่มรื่นสบายตา ด้านหน้าถนนเลหย่วน ถูกกั้นไว้ด้วยสวนสาธารณะใหญ่แห่งหนึ่งที่ร่มครึ้มด้วยไม้ใหญ่ บริเวณด้านหนึ่งใกล้กับถนนไทวันลุง (Thai Van Lung) สำนักงานของโครงการอพยพอย่างมีระเบียบของอเมริกัน (American Orderly Departure Program) ซึ่งตั้งอยู่ในปี พ.ศ. 2523 เพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กลูกครึ่งอเมริกัน-เอเชีย และผู้ลี้ภัยทางการเมืองอยู่บริเวณใกล้ๆ นั้น

">
อ่าน 4701
เวียดนาม...ประเทศที่น่าเที่ยวอีกแห่ง<DIV align=center><SPAN class=Apple-style-span style=

ประเทศเวียดนาม

คำว่าเวียดหมายถึงประเทศหนึ่งที่อยู่ห่างไกลจากจีนและฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ
ส่วน นาม แปลว่า ทิศใต้ ดังนั้นชื่อเวียดนามชื่อว่าดินแดนทางตอนใต้ของชาวเวียด หรือ ดินแดนที่ชาวเวียดนามอาศัยอยู่

ชาวเวียดนามเป็นเผ่าที่รู้จักกันมาแต่โบราณ เป็นพวกที่ชอบล่าสัตว์และอพยพโยกย้ายถิ่นฐานอยู่เสมอประวัติศาสตร์อันยาวนานของผู้บุกรุกชาวต่างชาติ ได้เรียกชื่อเวียดนามไปต่างๆมากมายหลายชื่อนับตั้งแต่ พ.ศ. 1835 มาร์โคโปโลได้แล่นเรือเรียบชายฝั่งเวียดนามได้บันทึกว่า เกากิกุ (Caugigu)เรียกว่า ยาวจิกวาน (Giao Chi Quan) ชาวมาเลย์ เรียกว่า กุตชิ (Kutchi) ชาวญี่ปุ่น เรียกว่า ก็อตซิ (Kotchi)ต่อมาในยุคล่าอาณานิคมฝรั่งเศสเรียกชื่อส่วนที่เป็นประเทศเวียดนามในคาสมุทรอินโดจีนว่า
"แคว้นตังเกี๋ย อานนาม และ โคชินไซน่า"

เวียดนามมีที่ราบลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่ 2 ตอน คือ ตอนเหนือ เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำแดง และตอนใต้เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง มีที่ราบสูงตอนเหนือของประเทศ และยังเป็นภูมิภาคที่มี เขาฟาน ซี ปัง(Phan Xi Păng) ซึ่งเป็นภูเขาที่สูง 3,143 เมตร (10,312 ft) ตั้งอยู่ในจังหวัดเล่าไค เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในอินโดจีน


• อาณาเขต เวียดนามมีพื้นที่ประมาณ 327,500 ตารางกิโลเมตร ความยาวจากเหนือจรดใต้ 1,650 กิโลเมตร ขนานไปตามแนวยาวของคาบสมุทรอินโดจีน นอกจากนี้ยังมีไหล่เขาและหมู่เกาะต่างๆ อีกนับพันเกาะเรียงรายตั้งแต่อ่าวตังเกี๋ยไปจนถึงอ่าวไทย
ทิศเหนือ ติดกับ ประเทศจีน
ทิศใต้ ติดกับทะเลจีนใต้
ทิศตะวันออก ติดกับ อ่าวตังเกี๋ยและทะเลจีนใต้
ทิศตะวันตก ติดกับอ่าวไทย ประเทศกัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

• ลักษณะภูมิอากาศ เนื่องจากแผ่นดินของเวียดนามมีความยาวมาก ทำให้ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยอาจแบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้

• ภาคเหนือ ภูมิประเทศเวียดนามประกอบด้วยภูเขาสูงมากมาย โดยเฉพาะเทือกเขาฟานสีปัน สูงถึง 3,143 เมตร สูงที่สุดในอินโดจีน มีแม่น้ำสายสำคัญคือ แม่น้ำกุง ซึ่งไหลไปบรรจบกับแม่น้ำแดงเป็นดินดอนสามเหลี่ยมที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเพาะปลูกและยังเป็นที่ตั้งของเมืองฮานอยอัน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเวียดนาม มีที่ราบลุ่ม Cao Bang และ Vinh Yen ตลอดจนเกาะแก่งกว่า 3,000 เกาะ อ่าวฮาลอง และเนื่องจากพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตอากาศหนาว ซึ่งได้รับอิทธิพลกระแสลมแรงพัดจากขั้วโลก ทำให้มีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น
• ภูมิอากาศในเขตภาคเหนือแบ่งออกได้เป็น 4 ฤดู 
1.ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-เมษายน) มีฝนตกปรอยๆ และความชื้นสูง อุณหภูมิประมาณ 17 องศา – 23 องศา
2.ฤดูร้อน (พฤษภาคม-สิงหาคม) อากาศร้อนและมีฝน อุณหภูมิประมาณ 30 – 39 องศา เดือนที่ร้อนที่สุดคือเดือนมิถุนายน
3.ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน) อุณหภูมิ 23 – 28 องศา
4.ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) อากาศจะหนาวเย็นที่สุดในรอบปี คือ ประมาณ 7 – 20 องศา แต่ในบางครั้งอาจลดลงถึง 0 องศา เดือนที่อากาศหนาวที่สุดคือ มกราคม


• ภาคกลาง ภาคกลางของเวียดนามยังมีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่มากมาย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงซึ่งเต็มไปด้วยหินภูเขาไฟ หาดทราย เนินทราย และทะเลสาบ 
• ภูมิอากาศในเขตภาคภาคกลาง 2 ฤดู
1.ฤดูฝน (พฤษภาคม-ตุลาคม) เดือนที่อากาศร้อนที่สุดคือ มิถุนายน-กรกฎาคม อุณหภูมิเกือบ 40 องศา
2.ฤดูแล้ง (ตุลาคม-เมษายน) เดือนที่อากาศเย็นที่สุด คือ มกราคม อุณหภูมิเกือบ 20 องศา


• ภาคใต้ แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของเวียดนามเป็นที่ราบสูง แต่ก็มีที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง หรือชื่อที่รู้จักคือ กู๋ลอง (Cuu Long) อันเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งเพาะปลูกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเวียดนาม และเป็นที่ตั้งของกรุงโฮจิมินห์ซิตี้ หรือ ไซ่ง่อน ภูมิอากาศค่อนข้างร้อน อุณหภูมิประมาณ 27 องศา มี 2 ฤดู คือ
1.ฤดูฝน (เดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน) เดือนที่ร้อนที่สุดคือ เดือนเมษายน อุณหภูมิประมาณ 39 องศา
2.ฤดูแล้ง (เดือนพฤศจิกายน-เมษายน) เดือนที่อากาศเย็นที่สุดคือ มกราคม อุณหภูมิประมาณ 26 องศา

ขอมูลทั่วไปประเทศเวียดนาม
• เมืองหลวง คือ ฮานอย ตั้งอยู่ทางภาคเหนือ เป็นเมืองศูนย์กลางด้านการค้าและอุตสาหกรรม 
นอกจากนี้ยังมีเมืองสำคัญต่างๆ ดังนี้
1.โฮจิมินห์ซิตี้ (ไซ่ง่อน) ตั้งอยู่ทางภาคใต้ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดและเป็นศูนย์กลางทางการค้าด้วย
2.ไฮฟอง เป็นเมืองท่าอยู่ทางชายฝั่งตอนเหนือใกล้เมืองฮานอย
3.ดานัง เป็นเมืองท่าและเป็นเมืองด้านการท่องเที่ยว ติดทะเลจีนใต้อยู่ทางภาคกลางของเวียดนาม
4.เว้ เป็นเมืองประวัติศาสตร์ใกล้เมืองดานัง
• พื้นที่ เวียดนามมีพื้นที่ 327,500 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 81.4 ล้านคน
• ศาสนา ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ นับถือศาสนาคริสต์ ประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ และที่เหนือนับถือศาสนาอื่นๆ อีก 3 เปอร์เซ็นต์
• ภาษา ภาษาทางการคือ ภาษาเวียดนาม ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารทางธุรกิจ คือ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และจีน
• สกุลเงิน สกุลเงินของเวียดนามคือ ดอง อัตราแลกเปลี่ยน 420-460 ดอง ต่อ 1 บาท
• ระบบการปกครอง เวียดนามปกครองแบบระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นการปกครองโดยกองกำลังของรัฐ มีการแบ่งเขตการปกครอง แบ่งออกเป็น 59 จังหวัด และ 5 เทศบาลนคร
• วัฒนธรรม
   เวียดนามมีการผสมผสานด้านวัฒนธรรม จากหลายชนชาติ เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 432 เวียดนามได้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลจากจักรพรรดิจีนนานกว่าพันปี ดังนั้น สิ่งก่อสร้าง อาหารการกิน จะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับวัฒนธรรมของจีนมาก และยังมีความหลากหลายของผู้คนของชาวเขาหลากหลายชนเผ่าทางภาคเหนือของเวียดนาม และเมื่อสมัยที่ฝรั่งเศสเข้ามาปกครอง เวียดนามก็ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมฝรั่งเศสด้วย ได้แก่ ตึกที่อยู่อาศัยที่ดูทันสมัย เป็นตึกสีเหลืองสไตล์โคโลเนียลที่มีให้พบเห็นมากมาย ดังนั้นวัฒนธรรมต่างๆ ของเวียดนามจึงมีการผสมผสานกันเป็นอย่างมาก ทั้งด้านที่อยู่อาศัย เทศกาล อาหาร เป็นต้น
• เทศกาลเต็ด (Tet)
   โดยปกติแล้ว ชาวเวียดนามจะเฉลิมฉลองเทศกาลต่างๆ อย่างน้อย 3-7 วัน ติดต่อกัน โดยมีเทศกาลทางศาสนาที่สำคัญที่สุด คือ “เต็ดเหวียนดาน” (Tet Nguyen Dan) มีความหมายว่าเทศกาลแห่งรุ่งอรุณแรกของปี ที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า เทศกาลเต็ด เทสกาลจะเริ่มต้นขึ้น 1 สัปดาห์ก่อนจะมีวันขึ้นปีใหม่ตามจันทรคติ คือ ระหว่างปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ในวันขึ้น 15 ค่ำ ของวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ไกลเส้นศูนย์สูตรมากที่สุดในฤดูหนาว กับวันที่กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน ในฤดูใบไม้ผลิ เทศกาลนี้เป็นการเฉลิมฉลองในภาพรวมทั้งหมดของความเชื่อในเทพเจ้า ลัทธิเต๋า ขงจื๊อ และศาสนาพุทธ รวมถึงการเคารพบรรพบุรุษ
• เทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง 
   สำหรับเทศกาลฤดูใบไม้ร่วง นับตามจันทรคติตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี ชาวบ้านจัดประกวด “ขนมบันตรังทู” หรือ ขนมเปี๊ยะโก๋ญวน ทีมีรูปร่างกลม มีไส้ถั่วและไส้ผลไม้ พร้อมทั้งจัดขบวนแห่เชิดมังกร เพื่อแสดงความเคารพต่อพระจันทร์ ซึ่งในบางหมู่บ้านอาจประดับโคมไฟพร้อมทั้งจัดงานขับร้องเพลงพื้นบ้าน
• เวลาทำการของขององค์กรรัฐและเอกชน
1.หน่วยงานราชการ สำนักงาน และองค์กรให้บริการสาธารณสุข 8.00 – 16.30 น. ซึ่งจะเปิดให้บริการตั้งแต่วันจันทร์ - วันศุกร์ พิพิธภัณฑ์จะเปิดให้บริการวันเสาร์อีกครึ่งวัน
2.ร้านค้าเอกชนทั่วไปให้บริการระหว่าง 6.00 – 18.30 น.
3.ธนาคารพาณิชย์ ให้บริการตั้งแต่วันจันทร์ – วันศุกร์ ระหว่างเวลา 8.00 – 16.00 น. (หยุดพักเวลา 12.00 – 13.00 น.)
4.สำนักงานไปรษณีย์โทรเลข ให้บริการ ตั้งแต่ 7.00 – 20.00 น.
5.โรงงานอุตสาหกรรม ทำงานวันจันทร์ – วันศุกร์ และวันเสาร์อีกครึ่งวัน โดยเวลาทำงานรวมไม่เกิน 48 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ หากเกินจากนี้ต้องจ่ายค่าล่วงเวลา สำหรับวันหยุดประจำสัปดาห์ต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่ม 2 เท่า และวันหยุดนักขัตฤกษ์จ่ายเพิ่ม 3 เท่า

ข้อมูลเพิ่มเติมจากกระทรวงต่างประเทศ

พื้นที่ 331,033 ตารางกิโลเมตร (0.645 เท่าของประเทศไทย)
เมืองหลวง กรุงฮานอย (Hanoi)
เมืองสำคัญ นครโฮจิมินห์ ดานัง เว้
ประชากร 84.4 ล้านคน (2549)
ศาสนา พุทธ (มหายาน)
ภาษาราชการ ภาษาเวียดนาม
รูปแบบการปกครอง ระบอบสังคมนิยม โดยพรรคคอมมิวนิสต์เป็นพรรคการเมืองเดียว
ประมุข นายเหวียน มินห์ เจี๊ยต (Nguyen Minh Triet) ประธานาธิบดี
หัวหน้ารัฐบาล นายเหวียน เติน ซุง นายกรัฐมนตรี (Nguyen Tan Dung)
เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ นายหน่ง ดึ๊ก หมั่น (Nong Duc Manh)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายฝ่าม ซา เคียม (Pham Gia Khiem) ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่งด้วย
รัฐบาล รัฐบาลแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีและรับรองโดยสภาแห่งชาติ (National Assembly) วาระ 5 ปี
วันชาติ 2 กันยายน
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) 50.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2549)
อัตราการเพิ่มของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP Growth) ร้อยละ 8.17 (ปี 2549)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per capita) 720ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2549)
สกุลเงิน ด่ง อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 461 ด่ง ต่อ 1 บาท (17 ม.ค. 2550)
การค้าระหว่างประเทศ ในปี 2549 มูลค่าการนำเข้าสินค้าของเวียดนามเท่ากับ 44.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าการส่งออกเท่ากับ 39.6
พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เวียดนามจึงขาดดุลการค้ารวมทั้งสิ้น 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกที่สำคัญ น้ำมันดิบ ถ่านหิน สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า อาหารทะเล ข้าว ผลิตภัณฑ์ไม้ ยางพารา สิ้นค้าชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ สินค้าอิเลกทรอนิกส์และกาแฟ
สินค้านำเข้าที่สำคัญ วัตถุดิบ วัสดุเพื่อสิ่งทอ เครื่องหนัง เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม จักรยานยนต์ รถยนต์
ตลาดส่งออกที่สำคัญ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย สิงค์โปร์ เยอรมนี อินโดนีเซีย อังกฤษ และไต้หวัน
ตลาดนำเข้าที่สำคัญ จีน ญี่ปุ่น สิงค์โปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ สหภาพยุโรป ไทย ฮ่องกง มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา
การลงทุนจากต่างประเทศ ปัจจุบันมีจำนวนโครงการลงทุนจากต่างชาติทั้งสิ้น 6,813 โครงการ มีมูลค่ารวม 10.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ประเทศผู้ลงทุนที่สำคัญ ไต้หวัน สิงค์โปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาะบริติชเวอร์จิน เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย ตามลำดับ ส่วนไทยอยู่ในอันดับที่ 12 (153 โครงการ เงินทุนจดทะเบียน 1.54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)
การค้าไทย - เวียดนาม ประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2549) (ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 6 ของเวียดนาม ส่วนเวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับที่ 16 ของไทย)
สินค้าที่ไทยส่งออก เม็ดพลาสติก น้ำมันสำเร็จรูป เหล็ก ก๊าซปิโตรเลียมเหลว รถจักรยานยนต์
สินค้าที่ไทยนำเข้า เครื่องจักรไฟฟ้า น้ำมันดิบ ถ่านหิน เมล็ดพืช ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทะเล
วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย 6 สิงหาคม 2519 (ค.ศ. 1976)
เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย นายกิตติพงษ์ ณ ระนอง
เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย นายเหวียน ซุง ฮึง
กงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์นายประวิตร์ ชัยมงคล
กงสุลใหญ่ ประจำจังหวัดขอนแก่นนายเหวียน วัน เฝิม

เวียดนาม,ดานัง,โฉจิมินห์,ฮานอย,ไซ่ง่อน,เว้,ไฮฟอง,โคชินไซน่า,ระบอบสังคมนิยม,นายเหวียน
 
การเดินทางประเทศเวียดนาม
การเดินทางไปเวียดนามนั้นเราสามารถเดินทางไปเที่ยวโดยทางรถยนต์ได้ ซึ่งปัจจุบันนี้เส้นทางที่สะดวกในการข้ามแม่น้ำโขงนั้น
- คือข้ามสะพานมิตรภาพ ไทย ลาว ที่จังหวัดหนองคายแล้วเดินทางโดยรถตู้หรือรถบัส
- ถ้าเป็นเวียดนามภาคกลาง (เมืองกวางตรี เว้ และดานัง) ก็ใช้เส้นทางหมายเลข 9 แขวงสวรรณเขตของลาวทางด้านจังหวัดมุกดาหาร
- ส่วนทางด้านเวียดนามค่อนทางภาคเหนือ (เมืองวินห์ ไฮฟอง และฮานอย) จะใช้เส้นทางหมายเลข 13 ใต้ เชื่อมต่อหมายเลข 8 ทางแขวงบริคำไชย (เมืองปากซัน) ซึ่งอยู่ตรงข้ามอำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย

การขอวีซ่าประเทศเวียดนาม
นักท่องเที่ยวไทยไม่ต้องขอวีซ่าเข้าเวียดนาม สามารถอยู่ภายในประเทศเวียดนามได้ 1 เดือน และ หนังสือเดินทางต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 6 เดือน โดยสามารถรับวีซ่าเข้าประเทศเวียดนามได้ที่ สนามบินนานาชาติ และ ด่านตรวจคนเข้าเมืองระหว่างประเทศ ลาวและ กัมพูชา หรือ ต้องการที่จะอยู่เวียดนามภายในระยะ 6 เดือน สำหรับ นักธุรกิจ

สามารถติดต่อได้โดยตรงที่ สถานฑูตเวียดนาม เลขที่ 83/1 ถนน วิทยุ กรุงเทพฯ ติดกับ โรงแรม พลาซ่า แอทธินี
กรุงเทพฯ โทร0-2251-5836-8 วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 08.30-16.00 น.

">
อ่าน 2895
เที่ยวลาว...ต้องรู้ข้อมูลประเทศลาว<FONT size=2>       <FONT color=#ff00ff size=4><STRONG>คนลาว</STRONG></FONT> สาธารณรัฐประชาธิปไตยลาวตั้งอยู่ในศูนย์กลางของอินโดจีนได้ร่วมกันพรมแดนกับจีนภาคเหนือ 416 กิโลเมตรพม่ากับตะวันตกเฉียงเหนือ 236 กิโลเมตรประเทศไทยไปตะวันตก 1,835 กิโลเมตรกัมพูชาไปใต้ 492 กิโลเมตรและเวียดนามไปตะวันออก 1,957 กิโลเมตร.</FONT> 
<DIV class=detail12 style=
      มีพื้นที่รวม 236,800 ตารางกิโลเมตรประมาณ 70% ของพื้นที่ประเทศลาว เป็นภูเขาถึงการยกระดับสูงสุด 2,820 เมตร Xieng Khouang Province. Landscapes ของภาคเหนือของลาวและพื้นที่ที่ติดกับเวียดนามโดยเฉพาะอย่างยิ่งมี dominated โดยภูเขาหยาบ
 
แม่น้ำโขงเป็นคุณลักษณะทางภูมิศาสตร์หลักในตะวันตกและในความจริงแบบธรรมชาติชายแดนกับประเทศไทยในบางพื้นที่. แม่น้ำโขงไหลผ่านเกือบ 1,900 กิโลเมตรของพื้นที่และรูปทรงลาวมากของวิถีชีวิตของชาวลาว. ในภาคใต้แม่น้ำโขงกว้างถึง 20 กิโลเมตรสร้างพื้นที่ที่มีนับพันเกาะ
 
ที่ตั้งและภูมิประเทศ
P.D.R. ลาวตั้งอยู่ใจกลางของคาบสมุทรอินโดจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. มันตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้ง 14-23 องศาเหนือและลองจิจูด 100-108 องศาตะวันออก. มันเป็นเพียงประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยไม่สามารถไปยังทะเลยาวเหนือใต้ 1,700 กิโลเมตร.
 
ลาวรวมทั้งสิ้น 236,800 ตารางกิโลเมตรมีพื้นที่ตัวสามพื้นที่ที่แตกต่าง - ภูเขา plateaus และที่ราบ. ภูเขาและ plateaus แต่งหน้าสามในสี่ของพื้นที่ทั้งหมด.
 
เทือกเขาสูงขึ้นไปความสูงเฉลี่ย 1,500 เมตรครองพื้นที่ภาคเหนือ. สามภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศอยู่ทั้งหมดใน Phou Ane ที่ราบสูงใน Xieng Khouang Province. พวกเขา Phou Bia ที่ 2,820 เมตร Phou Xao ที่ 2,690 เมตร Phou Xamxum ที่ 2,620 เมตร. Phou หลวง (Annamite Range) เหยียดจากตะวันออกเฉียงใต้ใน Phouane ที่ราบสูงลงมาถึงชายแดนกัมพูชา; อื่นเป็น Nakai ที่ราบสูงใน Khammouane จังหวัดและ Bolaven ที่ราบสูงในภาคใต้ของลาวซึ่งมีกว่า 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล.
 
พื้นที่เรียบประกอบด้วยพื้นที่เปล่าขนาดใหญ่และขนาดเล็กกระจายตามแนวแม่น้ำโขง. เวียงจันทน์ Plain, ใหญ่ที่สุดที่ตั้งอยู่ถึงลดลงของน้ำงึม River. Savannakhet ล้วนตั้งอยู่ถึงลดลงของ Sebangfai แม่น้ำ Sebanghieng แม่น้ำในขณะที่ Champasack Plain ในแม่น้ำโขงเหยียดออกไปพรมแดนไทยและกัมพูชา. จำเริญด้วยดินอุดมและอุดม, ที่ราบเหล่านี้แสดงถึงเสี้ยวของพื้นที่ทั้งหมดเรียกว่า granaries ของประเทศ.
 
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็น criss-crossed ที่มีมากมายของแม่น้ำและลำธาร. ใหญ่ที่สุดคือแม่น้ำโขง, ไหลสำหรับ 1,898 กิโลเมตรจากเหนือไปใต้กับ 919 กิโลเมตรของแม่น้ำก่อนส่วนใหญ่ของชายแดนกับประเทศไทย. ก็คาดว่ามี 60% ของน้ำเข้าสู่ระบบแม่น้ำโขงมาในลาว. แม่น้ำลำธารเหล่านี้และให้โอกาสที่ดีสำหรับการพัฒนา hydropower กับ 51% ของศักยภาพพลังงานในอ่างโขงลดลงอยู่ในลาว.

เวลา เวลาในประเทศลาวเป็น 7 ชั่วโมงล่วงหน้าเฉลี่ยเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT +7).

ภูมิอากาศ
ที่สุดของปีที่ร้อนและชื้น. ลาว enjoys อากาศร้อนมีสองฤดูกาลที่แตกต่าง. ฤดูฝนคือตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมที่จะสิ้นสุดเดือนกันยายนและฤดูแล้งเป็นจากเดือนตุลาคมถึงเมษายน. อุณหภูมิเฉลี่ยรายปีประมาณ 28 องศาเซลเซียสเพิ่มขึ้นไปสูงสุด 38 องศาเซลเซียสในช่วงเมษายนและพฤษภาคม

ประเทศลาวตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น ลักษณะทางภูมิศาสตร์มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ตั้งแต่ภาคกลางจนถึงภาคเหนือในแขวงพงสาลีที่มีเขตแดนอยู่ติดกับประเทศจีน ภูมิประเทศส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนและที่ราบสูงอากาศค่อนข้างหนาวถึงหนาวจัด ส่วนทางทิศตะวันออกมีลักษณะเป็นเทือกเขาและที่ราบติดกับประเทศเวียดนาม สำหรับทางตอนใต้สุดมีลักษณะเป็นเทือกเขาติดกับประเทศกัมพูชา ประกับกับที่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมในทะเลจีนใต้ ทำให้ประเทศลาวมีลักษณะทางภูมิอากาศแบ่งออกได้ 3 ฤดู คือ
   ฤดูร้อน เริ่มต้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ จนถึงเดือนเมษายน
   ฤดูฝน เริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนตุลาคม
   ฤดูหนาว เริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน จนถึงเดือนมกราคม
 
ในเวียงจันทน์อุณหภูมิต่ำสุด 19 องศาเซลเซียสนั้นถูกคาดหวังระหว่างเดือน January. ในพื้นที่ภูเขาแต่ลดอุณหภูมิให้ต่ำเท่า 14-15 องศาเซลเซียสในช่วงเดือนฤดูหนาวและในช่วงคืนเย็นสามารถเข้าถึงจุดเยือกแข็ง. ฝนตกเฉลี่ยสูงสุดในภาคใต้ของลาวที่เมา Annamite รับมากกว่า 3,000 mm. ปี. ในฝนเวียงจันทน์เกี่ยวกับ 1,500-2,000 mm. และในจังหวัดภาคเหนือเพียง 1,000-1,500 mm.

เมื่อเข้าสู่ประเทศลาว
- เวลาที่ดีที่สุดไปลาวอยู่ระหว่างพฤศจิกายนและเมษายน.
- ฤดูร้อนจากมีนาคม-พฤษภาคมมากแห้งและบางโรงแม่น้ำไม่ได้.

คนและประชากร
- ประชากร: 6.2 million ความหนาแน่น -: 23 คน / ตารางกิโลเมตร.
- ประชากรประกอบด้วย 49 กลุ่มชาติพันธุ์ใน 4 หลักภาษาศาสตร์
 
 
จากการสำรวจจำนวนประชากรในปีที่ผ่านมา (2544) ประเทศลาวมรจำนวนประชากรทั้งหมด 5.6 ล้านคน ประกอบด้วย 3 ชนชาติใหญ่รวม 68 เผ่า ได้แก่
   ลาวลุ่ม หมายถึง ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ตามที่ราบลุ่มใกล้แม่น้ำโขง คิดเป็นร้อยละ 70 ของประชากรทั้งหมด เช่น ไทลาว ไทเหนือ ไทแดง ไทขาว ผู้ไท ลาวพวน ไทลื้อ เป็นต้น
   ลาวเทิง เป็นกลุ่มชนเผ่าที่อาศัยบนพื้นที่ที่มีความสูงไม่เกิน 1,000 เมตร คิดเป็นประชากรร้อยละ 20 ของประเทศ เช่น สีดา บ่าแวะ ละแนด ฯลฯ
   ลาวสูง เป็นประชากรส่วนน้อยอาศัยอยู่บนเทือกเขาสูง ส่วนใหญ่เป็นชาวม้งและเผ่าอื่นๆ เช่น มูเซอ ก่อ กุย เป็นต้น
 
ครอบครัว
  1. ลาว-Tai ครอบครัวรวม 08 กลุ่มชาติพันธุ์: ลาว Phouthai, Tai, Lue, Gnouane, Young, Saek ไทย Neua.
  2. จันทร์เขมรครอบครัวรวม 32 กลุ่มชาติพันธุ์ที่: Khmu, สวด, Singmou, Khom, Thene, Idou, ประมูล, Lamed, Samtao, Katang, Makong, ลอง, Trieng, ท่า-oi, Yeh, Brao, Harak, Katou, Oi, Krieng, Yrou, Souai, Gnaheune, Lavy, Kabkae, เขมร, Toum, Ngouane, Meuang และ Kri.
  3. Tibeto-พม่าครอบครัวรวม 07 กลุ่มชาติพันธุ์ที่: Akha, Singsali, Lahou, ศิลา, Hayi, Lolo และ Hor.
  4. ม้งประเภท Loumien มี 02 เหล่าหลัก: ม้งและ Loumien (เย้า). หลายคนชาติพันธุ์เหล่านี้จะกระจายอยู่ทั่วประเทศแต่ละประเพณีของตนเองเอกลักษณ์วัฒนธรรมและภาษา.
 
ภาษา
ภาษาราชการคือลาว. ภาษาอื่นๆใช้เป็นฝรั่งเศส, อังกฤษ. จีน, ไทยและเวียดนาม.
ภาษาประจำชาติ คือ ภาษาลาวมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาไทยในภาคอีสานของไทย นอกจากนี้คนลาวบางส่วนยังสามารถใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศสได้ดี สำหรับประชาชนชาวลาวทางตอนเหนือของประเทศสำเนียงการพูดและความหมายของคำบางคำคล้ายกับภาษาพื้นเมืองในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และเลย ทางตอนเหนือของประเทศไทย
 
ศาสนา
พุทธศาสนาเป็นครั้งแรกปรากฏในประเทศลาวในระหว่าง AD ศตวรรษที่แปดที่แสดงโดยทั้งพระพุทธรูปและศิลาจารึกที่พบที่บ้าน Talat ใกล้เวียงจันทร์, แสดงตอนที่ Hor Pra keo Museum. หลังจากที่มูลนิธิปึกแผ่นของราชอาณาจักร Lane Xang, King ฟะงึม (ศตวรรษที่ 14) ประกาศพุทธศาสนาเป็นศาสนาของรัฐและกระตุ้นให้คนที่ละทิ้ง Animism หรือความเชื่ออื่นๆเช่นศาสนาของผี. นโยบายของพระองค์ขึ้นเพื่อพัฒนาวัฒนธรรมลาวตามศรัทธาทั่วไป: พุทธศาสนาเถรวาท
 
ประชาชนลาวมากกว่าร้อยละ 90 นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท เหมือนกับประชาชนชาวไทยและถือปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนอย่างเคร่งครัด อีก 10% ที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์และอิสลาม โดยเฉพาะศาสนาคริสต์ ฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคมเข้ามาเผยแพร่ในช่วงที่เข้ามาปกครองประเทศลาว
 
วันนี้เถรวาทพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ยอมรับว่าตนเองประมาณ 90% ของคนลาว. พุทธศาสนาคือคุณสมบัติโดยธรรมชาติของชีวิตประจำวันและมันได้ปลดเปลื้อง strong อิทธิพลในสังคมลาว. สาวลาวสามารถมองเห็นทุกเช้าให้ทานเพื่อพระภิกษุ, รายได้กุศลเพื่อช่วยลดจำนวน rebirths ตน. ก็คาดว่าทุกคนลาวจะออกบวชเพื่ออย่างน้อยเวลาสั้นๆในชีวิตของเขา.
 
ตามธรรมเนียมชายใช้เวลาสามเดือนในช่วงฤดูฝนในวัด (วัดพุทธ). วันนี้แต่; ส่วนมากของมนุษย์ลดลงอยู่ที่หนึ่งหรือสองสัปดาห์.
 
เยี่ยมชมและเข้าวัด
เมื่อวัดไป (เรียก "วัด") คุณต้องสวม decently และเอารองเท้าของคุณก่อนเข้าอาคารศาสนา. หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อสั้นและเสื้อไม่มีแขน. จะเคารพในด้านหน้าของวัตถุในเจดีย์.

เมื่อเข้าวัดหรือบ้านส่วนตัวเป็นประเพณีลบรองเท้าตัว. ในบ้านลาวยกปิดพื้นรองเท้ามีซ้ายที่บันได. ในบ้านเก่าหนึ่งเจียงในที่นั่งต่ำหรือหมอนอิงบนพื้น. ผู้ชายมักจะนั่งขาของ crossed หรือ folded ด้านหนึ่งผู้หญิงต้องการเพียงหลัง. เมื่อป้อนแขกผู้มาพักสามารถแสดงผลหรือชา. Gestures นี้การต้อนรับไม่ควรปฏิเสธ.

ตั้งแต่หัวเป็นส่วนที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของร่างกายและ soles ของเท้าอย่างหนึ่งไม่ควรแตะต้องศีรษะของบุคคลและเท้าหนึ่งใช้เพื่อจุดที่บุคคลหรือวัตถุใดๆ. นอกจากนั้นชายและหญิงมักนิยมแสดงในที่สาธารณะ. เป็นที่ต้องห้ามสำหรับหญิงยังประสบกับพระภิกษุ.

อาหารลาวจะขึ้นอยู่กับปลาเนื้อกระบือ, หมู, ไก่และสมุนไพรโดยเฉพาะ. มีการเตรียมเอี่ยมเสมอและไม่ได้ถูกเก็บ. นอกจากข้าวเหนียวซึ่งสามารถรับประทานทั้งหวานหรือเปรี้ยวหรือดองและรับประทานมืออาหารลาวมากอุดมไปด้วยผักและ browned บ่อยในน้ำมันมะพร้าว.

ข้าวมีสารอาหารลาว. ตักเป็นจานเดิม. ประกอบด้วยเนื้อสับได้ตาม citronella, หอมและเครื่องเทศและผสมกับน้ำปลาและข้าวคั่ว. หมายถึงการชะล้างความสุข "และ" โชค ". ข้าวเหนียวเป็นหน้าที่เดียวกับซอสร้อนหรือเผ็ดปลาหรือกุ้งซอส based.

การทำอาหารลาวไม่เพียงแต่ใช้การปลูกผักผลไม้ป่าแต่บ่อยครั้งหรือผักเลือกจากป่าจะใช้เป็นดี. อาหารลาวมีรสชาติที่ไม่ซ้ำกันและบางจานสามารถเผ็ดกับชาวต่างชาติเคยยกเลิก. เสื้อผ้าในช่วงฤดูร้อนที่มกราคม-เมษายนนำเสื้อไฟในผ้าฝ้ายและผ้าลินิน, แว่นตากันแดดและหมวกปีตลอด. ครีมกันแดดและ bug repellant แนะนำยัง. เดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมฤดูหนาวก็ควรนำเสื้อผ้าที่อบอุ่นเช่น sweaters และ jackets สำหรับเช้าและเย็นและมากยิ่งขึ้นดังนั้นถ้าคุณกำลังเยี่ยมชมพื้นที่ภูเขาของภาคเหนือ. จากพฤษภาคม-ตุลาคมระหว่างฤดูฝนจะดีที่สุดที่จะมีเสื้อผ้ากันน้ำ. เป็นดีที่สุดที่จะสวมรองเท้าที่ถอดออกได้ง่ายหรือแตะเมื่อไปวัด.

 
ไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้า: 220 volts.
 
สกุลเงิน
สกุลเงินของประเทศลาว คือ กีบ สำหรับเงินกีบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศลาวส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็นใบละ 1,000 2,000 5,000 10,000 20,000 กีบ (ไม่มีเงินในลักษณะเหรียญกษาปณ์)

บัตรเครดิต
วีซ่าเป็นบ่อย. มาสเตอร์การ์ดและอเมริกันเอ็กซ์เพรสเป็นที่ยอมรับในธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดในเมือง (เช่นเวียงจันทน์และหลวงพระบาง) และในโรงแรมใหญ่ร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึก.
 
Courtesies ทั่วไป
คนลาวจะจริงใจเปิดและเป็นมิตรและพวกเขามีความมั่นพัฒนาของมารยาทและความเคารพ. ทุกคนปฏิบัติตามหลังผู้ที่จะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น.

แบบฟอร์มที่ยอมรับโดยทั่วไปของคำทักทายในหมู่คนลาวเป็นพ.ย.. จะดำเนินการโดยวางปาล์มตัวกันในตำแหน่งของอาขยานในระดับหน้าอกแต่ไม่สัมผัสร่างกาย. สูงกว่ามือที่ยิ่งใหญ่กว่าสัญญาณของการเคารพ. กระนั้น, มือไม่ควรขึ้นเหนือระดับของจมูก. พ.ย. นี้ได้ตามคำนับเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพบุคคลในสถานะที่สูงขึ้นและอายุ. ก็ยังใช้เป็นแสดงออกของขอบคุณเสียใจหรือว่าลาดี. แต่กับคนตะวันตกเป็นที่ยอมรับไปเขย่ามือ.


ฟุตแบบฟอร์มส่วนด้อยของร่างกาย (มาก spiritually เป็นทางร่างกาย). คุณไม่ต้องแสดงหรือติดต่อบุคคลอื่นหรือวัตถุกับเท้าของคุณ.
 
การถ่ายภาพ
ภาพยนตร์สามารถพบได้ในร้านค้าในเมืองใหญ่ที่ยังหากคุณต้องการบริการดาวน์โหลดดิจิตอลสำหรับกล้องดิจิตอลของคุณได้อีกด้วย.
 
การซื้อ
ผ้าไหมและผ้าฝ้าย, วัตถุที่ทำจากไม้ (ประติมากรรมตัดออกตัวเลข) เครื่องปั้นดินเผาและเครื่องมือแบบดั้งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของพรมอุดมของศิลปการลาว.
 
งานประเพณีต่างๆตลอดปีของลาว
 
• งานประเพณีต่างๆของชาวลาว นอกจากวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และภาษาที่ไทย – ลาวมีความคล้ายคลึงกันแล้ว งานประเพณีต่างๆตลอดปีของลาวก็ดูไม่ต่างจากชาวไทยในภาคอีสานนัก เกือบทั้งหมดเป็นงานประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาเรียกกันว่า ฮีตสิบสอง
• ฮีต หมายถึง จารีต
• สิบสอง หมายถึง เดือนทั้ง 12 เดือนในรอบหนึ่งปี
ชาวหลวงพระบางมีงานประเพณีครบทั้งสิบสองเดือนในหนึ่งปี
• เดือนอ้าย : บุญเข้ากรรม
ช่วงที่จัด : เดือนธันวาคม ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูหนาว
ลักษณะงาน : จุดประสงค์ของงานนี้เพื่อให้พระภิกษุ เข้าพิธีกรรมปลงอาบัติด้วยการอยู่ในเขตที่จำกัด เพื่อชำระจิตใจให้สะอาด
• เดือนยี่ : บุญคูณลาน
ช่วงที่จัด : หลังฤดูเก็บเกี่ยว
ลักษณะงาน : ก่อนที่จะนำข้าวที่นวดแล้วไปเก็บในยุ้งข้าว จะมีการทำบุญขวัญข้าว มีการนิมนต์พระภิกษุมาสวดเป็นสิริมงคล และเป็นนิมิตรหมายที่ดีให้ปีต่อๆไปทำนาเกิดผลดียิ่งๆขึ้น
• เดือนสาม
: บุญข้าวจี่
ช่วงที่จัด : หลังงานมาฆะบูชา
ลักษณะงาน : ชาวนาจะนำข้าวจี่หรือข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้ว ปั้นเป็นก้อนเท่าไข่เป็ดทาเกลือ นำไปเสียบไม้ย่าง จากนั้นตีไข่ทาให้ทั่วแล้วย่างจนไข่สุกและถอดไม่เสียบออกนำน้ำตาลอ้อยยัดลงตรงกลางเป็นไส้ นำถวายพระสงฆ์ในช่วงที่หมดฤดูทำนาแล้ว เพื่อเป็นการทำบุญ
• เดือนสี่ : บุญพระเวส
ช่วงที่จัด : เดือนสี่ข้างขึ้นหรือข้างแรมก็ได้
ลักษณะงาน : งานบุญพระเวสหรืองานบุญมหาชาติ เช่นเดียวกับงานฟังเทศพระเวสสันดรชาดก อันเป็นชาดกที่ยิ่งใหญ่ ชาวบ้านจะช่วยกันตกแต่งประดับประดาโรงธรรมด้วยดอกไม้ ใช้ดอกบัวประดับธรรมมาสน์ มีการจัดรูปขบวนแห่พระเวสสันดรและนางมัทรีออกจากป่าเข้าในเมืองไปสิ้นสุดที่พระอุโบสถ มีการเทศน์มหาเวสสันดรตลอดวัน
• เดือนห้า : บุญสงกรานต์
ช่วงที่จัด : ตรุษสงกรานต์
ลักษณะงาน : นับเป็นงานที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากที่สุดและยังถือเป็นวันปีใหม่ของลาวเช่นเดียวกับของไทย
   วันแรกของงานเรียกว่า “วันสงขารล่อง” ชาวหลวงพระบางจะไปจับจ่ายซื้อของและธงรูปพระพุทธเจ้า เพื่อไปปักกองเจดีย์ทรายริมแม่น้ำโขง ตกเย็นมีการลอยกระทง ภายในกระทงบรรจุกล้วย ขิง ข้าวดำ ข้าวแดง ดอกไม้ ใบพลู ธูป เทียน ดอกดาวเรือง ผมและเล็บของผู้ลอย อธิษฐานให้ทุกข์โศกโรคภัยลอยไปกับกระทง
   วันที่สอง เรียกว่า “วันเนา” ช่วงเช้ามีการแห่รูปหุ่นเชิดปู่เยอย่าเยอและสิงห์แก้ว สิงห์คำ ช่วงบ่ายขบวนแห่ซึ่งนำโดยปู่เยอย่าเยอ ผู้เฒ่าผู้แก่ หัวหน้าหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้าน ขบวนพระสงฆ์ นางสงกรานต์ (นางวอ) ขี่สัตว์พาหนะบนรถแห่ ปู่เยอย่าเยอก็จะฟ้อนรำ อวยพระให้ลูกหลาน
   วันที่สาม เรียกว่า “วันสังขารขึ้น” ชาวหลวงพระบางทำข้าวเหนียวนึ่งและนมลูกกวาด พากันเดินขึ้นภูษี ภูเขาสูงกลางเมืองหลวงพระบาง ระหว่างเดินจะวางข้าวเหนียวและขนมไว้ตามหัวเสาบันไดจนถึงองค์พระธาตุ วิธีการนี้เรียกว่าเป็นการตักบาตรภูษี มีการโยนข้าวเหนียวลงป่าข้างองค์พระธาตุเป็นการให้ทาน ช่วงบ่ายมีขบวนแห่นางสังขารและอัญเชิญศีรษะท้าวกบิลพรหมจากวัดเชียงทองไปยังวัดวิชุน มีการสรงน้ำพระที่วัดวิชุน
   วันที่สี่ นับเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งมีการแห่พระบาง พระพุทธรูปคู่เมืองหลวงพระบาง ปีหนึ่งจะอัญเชิญออกมาให้ชาวเมืองสรงน้ำ พระบางนี้จะประดิษฐานอยู่ที่วัดใหม่เป็นเวลา 3 วัน 3 คืน จากนั้นจะอัญเชิญกลับหอพิพิธภัณฑ์เหมือนเดิม
• เดือนหก : บุญบั้งไฟ
ช่วงที่จัด : เดือนหกก่อนฤดูกาลทำนามาถึง ย่างเข้าฤดูฝน
ลักษณะงาน : คล้ายกับงานบุญบั้งไฟของภาคอีสาน จุดประสงค์เพื่อบูชาหลักเมือง และขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ปีใดที่ไม่มีการทำบุญบั้งไฟเชื่อว่าปีนั้นจะเกิดเภทภัยต่างๆ และเป็นสัญญาณว่าฤดูการทำนาจะเริ่มต้นแล้ว นับเป็นงานที่กระทำกันมาแต่โบราณ
• เดือนเจ็ด : บุญซำฮะ
ช่วงที่จัด : เดือนเจ็ด
ลักษณะงาน : งานเล็กๆ แต่สำคัญ จุดประสงค์เพื่อเป็นการชำระล้างเสนียดจัญไร ที่จะเกิดกับบ้านเมือง เพื่อให้บ้านเมืองมีความสงบสุข
• เดือนแปด : บุญเข้าพรรษา
ช่วงที่จัด : วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8
ลักษณะงาน : เป็นการเริ่มต้นฤดูเข้าพรรษาเหมือนชาวไทย พระสงฆ์จะหยุดออกบิณฑบาตรเป็นเวลา 3 เดือนตามพุทธบัญญัติ นับแต่วันเข้าพรรษาเป็นต้นไปในวันแรกนี้จะมีการทำบุญกันที่วัดต่างๆ
• เดือนเก้า : บุญห่อข้าวประดับดิน การส่วงเฮือ และการล่องเฮือไฟ
ช่วงที่จัด : เดือนเก้า
ลักษณะงาน : บุญห่อข้าวประดับดิน เป็นการทำพิธีกรรมอุทิศส่วนกุศลให้กับวิญาณบรรพบุรุษ และวิญญาณไร้ญาติให้ออกมารับส่วนบุญ ชาวบ้านจะนำอาหารหวานคาว บุหรี่ หมาก พลู ใส่ลงในกรวยใบตองไปวางตามพื้นดินหรือใต้ต้นไม้บริเวณรั้วบ้าน รั้ววัด
การส่วงเฮือ
ส่วง หมายถึง แข่งขัน
เฮือ หมายถึง เรือ
เป็นงานบุญแข่งเรือประจำเดือนเก้า ทุกคุ้ม (หมู่บ้าน) จะนำเรือเข้าแข่งขัน ในอดีตการแข่งเรือถือเป็นการฝึกซ้อมฝีพายเพื่อต่อสู้ข้าศึกที่มาทางน้ำ ปัจจุบันนับเป็นงานบุญที่สนุกสนานงานหนึ่งของชาวหลวงพระบาง
• เดือนสิบ : บุญข้าวสาก
ช่วงที่จัด : วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10
ลักษณะงาน : จุดประสงค์ของการจัดงานเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้คนตายหรือเปรต ห่างจากงานวันบุญข้าวประดับดิน 15 วัน อันเป็นเวลาที่เปรตต้องกับไปยังที่อยู่ของตน
• เดือนสิบเอ็ด : บุญออกพรรษา
ช่วงที่จัด : วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11
ลักษณะงาน : เป็นงานตักบาตรเทโว มีการจัดอาหารไปถวายพระภิกษุสามเณร มีการกวนข้าวทิพย์ (กระยาสารท) ถวาย มีการถวายผ้าจำนำพรรษาและปราสาทผึ้ง โดยการนำไม้ไผ่มาสานเป็นรูปปราสาท ตกแต่งสวยงาม จัดขบวนแห่ปราสาทผึ้งไปถวายพระในตอนค่ำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ
• เดือนสิบสอง : บุญกฐิน
ช่วงที่จัด : แรม 1 ค่ำ เดือน 11 – เดือนเพ็ญ เดือน 12
ลักษณะงาน : เป็นการถวายผ้าแด่พระสงฆ์ที่จำพรรษามาตลอดช่วงเข้าพรรษา นับเป็นงานบุญที่กระทำกันมาแต่โบราณ
">
อ่าน 1548

    แสดงความคิดเห็นที่นี่
โดย *
E-mail *
Web site  
    E-mail ไม่แสดงต่อสาธารณะ
ภาพประกอบ   ขนาดภาพไม่เกิน 200 kb
นามสกุลภาพที่ขึ้นได้ gif , jpg , jpeg , png , bmp
ความคิดเห็น *
ใส่ Code * คลิ๊กเลือก Code ใหม่ เปลี่ยน Code ใหม่
ภาษาอังกฤษพิมพ์ตัวเล็กได้   ( O คือ โอ ) ( 0 คือ ศูนย์ )
     
      ที่มีจำเป็นต้องกรอก



           
  ทำเว็บ ออกแบบเว็บ Designweb สร้างเว็บ ทั่วประเทศ